ReadyPlanet.com
dot dot
ข้อมูลยุโรป article

 

ข้อมูลประเทศในกลุ่มยุโรป      


ประเทศออสเตรีย (Republic of Austria)

ที่ตั้ง ตั้งอยู่ตอนกลางของทวีปยุโรป ทิศใต้ติดกับประเทศอิตาลีและสโลเวเนียทิศตะวันตก ติดกับประเทศเยอรมนีและสวิสเซอร์แลนด์ ทิศเหนือติดกับประเทศเยอรมนีและสาธารณรัฐเช็ก ทิศตะวันออกติดกับประเทศฮังการีและ สโลวาเกียพื้นที่ 83,870 ตารางกิโลเมตร
ภูมิอากาศ
โดยส่วนไปภูมิอากาศค่อนข้างหนาวมีหิมะปกคลุมบริเวณเทือกเขาตลอดปีในบริเวณพื้นราบมักมีฝนตก
ประชากร 8,174,762 ล้านคน (กรกฎาคม 2547) อัตราเพิ่มประชากร ร้อยละ 0.14
นายกรัฐมนตรี เป็นผู้บริหารประเทศ

 

ข้อมูลเศรษฐกิจ
  • สินค้าเกษตร คือ ข้าวสาลี ข้าวบาเลย์ ข้าวไรน์ ข้าวโอ๊ต ข้าวโพด มันฝรั่ง Sugar beet ผักและผลไม้ ปศุสัตว์ คือ โค สุกร เป็ด ไก่
  • อุตสาหกรรม คือ เครื่องจักรกล เครื่องกำเนิดไฟฟ้า/อุปกรณ์ เครื่องมือ อุปกรณ์ก่อสร้าง เครื่องปั้มน้ำมันและอากาศ เภสัชกรรม อุตสาหกรรมรถยนต์ เหล็กและผลิตภัณฑ์เหล็ก
     

สินค้าส่งออกที่สำคัญ
เหล็กและเหล็กกล้า ไม้ กระดาษ สิ่งทอ เคมีภัณฑ์ ส่งออกไปยัง (ร้อยละ) เยอรมนี (37.4) อิตาลี (8.3) สวิตเซอร์แลนด์ (5.4) ฝรั่งเศส (4.3) ฮังการี (4.0) สหราชอาณาจักร (3.5) สหรัฐอเมริกา (3.2) เนเธอร์แลนด์ (2.6) เช็ก (2.9) เบลเยี่ยม-ลักเซมเบอร์ก (1.9)

การเมืองการปกครอง

ระบบการเมืองและการปกครอง ออสเตรียปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐ โดยมีประธานาธิบดีเป็นประมุข ประธานาธิบดีได้รับเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน ดำรงตำแหน่งเป็นเวลา 6 ปี และสามารถสมัครรับเลือกตั้งซ้ำได้ 1 ครั้ง ในทางปฏิบัติพรรคการเมืองมักเป็นผู้เสนอชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี แต่เมื่อดำรงตำแหน่งแล้ว ประธานาธิบดีจะบริหารงานโดยแนวทางที่ไม่เป็นของพรรคใดพรรคหนึ่ง โดยคำนึงถึงผลประโยชน์แห่งชาติเป็นสำคัญ

ฝ่ายบริหาร

 ฝ่ายนิติบัญญัติ ระบบสองสภา (Bicameral Federal Assembly) ประกอบด้วยสภาสหพันธ์ (Bundesrat) มีสมาชิก 64 คน ได้รับเลือกจากสภาจังหวัด (Provincial Diet) และสภาแห่งชาติ (Nationalsrat) มีสมาชิก 183 คน ได้รับเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนทุก 4 ปี

ฝ่ายตุลาการ

การแบ่งเขตการปกครอง แบ่งเป็น 9 จังหวัด (federal province) ได้แก่ Lower Austria, Upper Austria, Salzburg, Styria, Carinthia, Tirol, Vorarlberg, Burgenland และ Vienna ซึ่งมีสถานะเป็นเมืองหลวงและเป็นจังหวัดหนึ่งของออสเตรียในเวลาเดียวกัน แต่ละจังหวัดมีอำนาจปกครองเป็นอิสระยกเว้นการต่างประเทศและการป้องกันประเทศ แต่ละจังหวัดมี Governor ซึ่งได้รับเลือกจากสภาผู้แทนราษฎรของจังหวัดเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร มีสภาผู้แทนราษฎรของจังหวัดซึ่งมาจากการเลือกตั้งเป็นผู้ใช้อำนาจ นิติบัญญัติและมีศาลเป็นผู้ใช้อำนาจตุลาการ

เศรษฐกิจการค้า
ภาวะเศรษฐกิจโดยทั่วไป
 


2. ออสเตรียเป็นประเทศที่มั่งคั่งและมั่นคงที่สุดประเทศหนึ่งในสหภาพยุโรป อย่างไรก็ตามออสเตรียยังคงยึดมั่นในระบบเศรษฐกิจเสรีซึ่งให้ความสำคัญต่อปัจจัยทางสังคม การเอื้อประโยชน์แก่ผู้ด้อยโอกาส และนโยบายหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจและสังคม (economic and social partnership) ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในนโยบายการจ้างงานและ การกำหนดราคาสินค้าของรัฐบาลทุกยุคสมัย


3. ออสเตรียมีพัฒนาการด้านอุตสาหกรรมสูงโดยเฉพาะในด้านการบริการ อุตสาหกรรมที่สำคัญได้แก่อาหารและสินค้าฟุ่มเฟือย (luxurious items) วิศวกรรมเครื่องจักรกลและการก่อสร้างโลหะ การผลิตเคมีภัณฑ์และรถยนต์ ในอุตสาหกรรมรถยนต์ การผลิตเครื่องจักรและระบบขับเคลื่อน (transmission) เป็นสาขาการผลิตที่สำคัญที่สุด ทำรายได้จากการส่งออกกว่าร้อยละ 90 เนื่องจากออสเตรียผลิตเครื่องจักรประมาณ 800,000 เครื่องต่อปีสำหรับผู้ประกอบรถยนต์รายหลัก ๆ ของโลก ในด้านวิศวกรรมไฟฟ้า ออสเตรียมีชื่อเสียงด้านการผลิตชิ้นส่วนอิเล็คโทรนิคส์ เช่น ชิ้นส่วน microprocessors และ integrated circuits สำหรับถุงลมนิรภัย ระบบเบรค ABS และอุปกรณ์สำหรับเครื่องบินแอร์บัสและรถไฟความเร็วสูง


4. พื้นที่ร้อยละ 18 ของออสเตรียเป็นเขตเกษตรกรรม ร้อยละ 23 เป็นเขตทุ่งหญ้า และร้อยละ 39 เป็นเขตป่าไม้ พื้นที่ที่เหลือ (ร้อยละ 20) ไม่มีความเหมาะสมสำหรับการเกษตรกรรม ประชากรร้อยละ 3 ทำงานในภาคเกษตรและป่าไม้ ออสเตรียมีชาวนาที่ทำการเกษตรแบบธรรมชาติประมาณ 20,000 คน ซึ่งทำให้ออสเตรียเป็นประเทศที่มีความก้าวหน้ามากที่สุด ประเทศหนึ่งในสหภาพยุโรปในสาขาเกษตรกรรม


5. ออสเตรียมีวัตถุดิบและพลังงานที่สมบูรณ์ เนื่องจากมีแหล่งแร่เหล็ก อโลหะ และแร่ธาตุต่าง ๆ ตลอดจนแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ และเป็นผู้ผลิตพลังงาน น้ำที่สำคัญที่สุดในสหภาพยุโรป อย่างไรก็ตาม ความก้าวหน้าในภาคอุตสาหกรรมทำให้ออสเตรียต้องนำเข้าวัตถุดิบต่าง ๆ เพิ่มขึ้น


6. ธุรกิจขนาดกลางเป็นปัจจัยหลักในภาคอุตสาหกรรมและการค้าของออสเตรีย ซึ่งครอบคลุมทุกสาขาการผลิตตั้งแต่สินค้าพื้นฐานจนถึงสินค้าสำเร็จรูปที่ใช้แรงงานสูง ตลอดจนการผลิตโรงงานแบบครบวงจร (turn-key industries) ซึ่งเน้นหนักด้านการส่งออก นอกจากนี้ ออสเตรียยังมีชื่อเสียงด้านการผลิตสินค้าหัตถกรรม เช่น เครื่องประดับ เซรามิก และเครื่องแก้ว


7. ในปี 2542 รายได้จากภาคเกษตรกรรมและป่าไม้มีมูลค่าเพียงร้อยละ 1.3 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติของออสเตรีย ในขณะที่รายได้จากการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค พลังงาน และเหมืองแร่ ทำรายได้ร้อยละ 32.4 ส่วนรายได้จากภาคบริการ การธนาคาร สาธารณูปโภค การค้า ขนส่ง และท่องเที่ยวมีมูลค่าร้อยละ 66.3


8. ในปี 2540 ออสเตรียมีรายได้จากการท่องเที่ยว 134.7 พันล้านชิลลิง โดยประมาณการณ์ว่ารายได้จากการท่องเที่ยวของออสเตรียในช่วงปี 2542-2546 จะมีประมาณร้อยละ 1.5 ของ GDP ส่วนอัตราการเพิ่มของรายได้จากการท่องเที่ยวจนถึงปี 2553 จะอยู่ประมาณร้อยละ 3 ต่อปี


9. ในปี 2542 อัตราการว่างงานในออสเตรียอยู่ที่ประมาณร้อยละ 4.4 และคาดว่าอัตราการว่างงานในปีต่อไปจะมีแนวโน้มคงที่หรือลดต่ำลง


10. ในสาขาการขนส่ง ออสเตรียมีความสำคัญเพิ่มขึ้นในฐานะตัวเชื่อมเขตเศรษฐกิจต่าง ๆ ของยุโรป ปัจจัยสำคัญคือ เส้นทางการขนส่งพลังงานของยุโรปซึ่งผ่านออสเตรีย (การขนส่งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และไฟฟ้า)

 สินค้าที่มีศักยภาพในการส่งออกและนำเข้า

สินค้าเข้า

ปัญหาและอุปสรรคการค้า

2. ปัญหาทางด้านต้นทุนการขนส่ง เนื่องจากประเทศออสเตรียไม่มีเขดติดต่อทางทะเลทำให้ต้นทุนการขนส่งสินค้าสูง

3. ออสเตรียเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป ปัญหาทวิภาคีต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในอดีตจะอยู่ในกรอบการเจรจากับสหภาพยุโรป

4. ปัญหาและอุปสรรคทางการค้าระหว่างไทย-สหภาพยุโรป ได้แก่ปัญหาภาษีผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง เพลี้ยไฟในดอกกล้วยไม้ ผลิตภัณฑ์หอยสองฝา AD/CVD และ GSP

 การลงทุน การลงทุนของออสเตรียในประเทศไทยที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนตั้งแต่ปี 2534 จนถึงปัจจุบัน มี 36 โครงการ มูลค่าการลงทุนประมาณ 5,520 ล้านบาท ทุนจดทะเบียนประมาณ 1,705 ล้านบาท โครงการของออสเตรียที่ได้รับการส่งเสริมฯ ในปี 2544 มี 5 โครงการ เงินลงทุน 195 ล้านบาท สำหรับในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2545 โครงการที่ขอรับการส่งเสริมฯ มี 4 โครงการ เงินลงทุน 471 ล้านบาท ได้รับอนุมัติการส่งเสริมฯ 1 โครงการ เงินลงทุน 317.6 ล้านบาท

การลงทุนของออสเตรียแม้จะมีจำนวนโครงการที่ขอรับการส่งเสริมไม่มากนัก เมื่อเทียบกับการลงทุนของประเทศหลัก ๆ ในยุโรปตะวันตก อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีโครงการไม่มากแต่ก็มีการขยายโครงการเป็นจำนวนมากและประสบความสำเร็จ เช่นบริษัทสยามเซมเพอร์เมด จำกัด ผลิตถุงมือยางเพื่อส่งออกเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งปัจจัยที่ทำให้มีการขยายกิจการและประสบผลสำเร็จ เนื่องมาจากความสามารถในการประกอบธุรกิจทั้งในฝ่ายไทยและออสเตรีย การมีตลาดรองรับผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยีและการผลิต แหล่งผลิตและการใช้วัตถุดิบ ตลอดจนการเอื้ออำนวยด้านการลงทุนในประเทศไทย

ได้แก่ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เครื่องจักรใช้ในอุตสาหกรรม เคมีภัณฑ์ แผงวงจร ไฟฟ้า น้ำมันดิบ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์โลหะ เหล็กและเหล็กกล้า เครื่องมือเครื่องใช้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์การแพทย์ และเครื่องบิน อุปกรณ์การบิน เป็นต้น
1. ออสเตรียเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2538 โดยได้ปรับเปลี่ยนนโยบายเศรษฐกิจของตนให้สอดคล้องกับระบบของสหภาพยุโรป ซึ่งรวมถึงการค้า เกษตรกรรม การพัฒนาส่วนท้องถิ่น การจัดเก็บภาษี และนโยบายเงินตรา นอกจากนี้ ออสเตรียยังเป็นหนึ่งในสิบเอ็ดประเทศของสหภาพยุโรปที่เข้าสู่ขั้นตอนที่สามของ สหภาพเศรษฐกิจและเงินตรา (Economic and Monetary Union - EMU) โดยประกาศใช้เงินสกุลยูโรตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2542 และได้เปลี่ยนมาใช้เงินสกุลยูโรอย่างสมบูรณ์เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2545
ศาลประกอบด้วย ศาลสูง (Oberster Gerichtshof หรือ Supreme Judicial Court) ศาลคดีแพ่ง (Verwaltungsgerichtshof หรือ Administrative Court) และศาลรัฐธรรมนูญ (Verfassungsgerichtshof Constitutional Court) ซึ่งตั้งขึ้นเพื่อให้ความคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพประชาชนจากการ ละเมิดบทบัญญัติรัฐธรรมนูญของฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร และศาลปกครอง ให้ความคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนจากการละเมิดบทบัญญัติของ กฎหมายนอกเหนือจากรัฐธรรมนูญหรือการกระทำมิชอบโดยฝ่ายบริหาร
รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี โดยประธานาธิบดีเป็นผู้แต่งตั้งนายกรัฐมนตรีจากหัวหน้าพรรค ที่ได้รับเลือกด้วยคะแนนเสียงข้างมากในสภาเพื่อทำหน้าที่บริหารประเทศ มีวาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปี

สินค้าออก
1. ปัญหาเรื่องการใช้ระเบียบว่าด้วยการปิดฉลากแสดงส่วนประกอบอาหาร ที่มีการเปลี่ยนแปลงโดยเทคนิคพันธุกรรม ออสเตรียประกาศใช้ระเบียบ ว่าด้วยการปิดฉลากแสดงส่วนประกอบ อาหารที่มีการเปลี่ยนแปลงโดยเทคนิคพันธุกรรม หรือ Genetically Altered Foods เป็นการเพิ่มต้นทุนการผลิตให้กับผู้ส่งออกของไทย

ลู่ทางการส่งเสริมการลงทุนออสเตรียในไทย

ปัญหาและอุปสรรคด้านการลงทุน ออสเตรียมุ่งลงทุนในประเทศสมาชิก EU และยุโรปกลาง/ตะวันออกเป็นหลัก เนื่องจาก พัฒนาการด้านการรวมตัวทางเศรษฐกิจและการเมืองในยุโรปในทศวรรษ 1990 อาทิ การจัดตั้งตลาดร่วมและการขยายรับประเทศสมาชิกใหม่ของ EU การเตรียมการจัดตั้งสหภาพการเงิน ยุโรป และการเปิดประเทศยุโรปกลาง/ตะวันออก ออสเตรียจึงต้องเร่งรัดการรวมตัวทางเศรษฐกิจกับประเทศคู่ค้าที่สำคัญในยุโรป ตะวันตกและใช้ประโยชน์จากโอกาสที่มีขึ้นในยุโรปกลาง/ตะวันออก

 

–––––––––––––––––––––––––––––––––––––

 

กรุงเวียนนา

กรุงเวียนนา

เมืองหลวงของประเทศออสเตรีย เป็นศูนย์กลางแห่งความเจริญจากอดีตกาลมาสู่ปัจจุบัน เป็นเมืองประวัติศาสตร์ซึ่งราชวงศ์ฮับส์บวร์กเป็นราชวงศ์ที่มีบทบาทเด่นที่สุดในประเทศ เวียนนาเป็นเมืองที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นเมืองที่มั่งคั่งด้วยศิลปะและการดนตรีระดับโลกชื่อเสียงนี้เป็นผลมาจากนักประพันธ์บทเพลงวอลท์ผู้ยิ่งใหญ่ที่ได้ใช้ช่วงชีวิตที่เวียนนาและสร้างผลงานฝากไว้ที่นี่ เช่น โวล์ฟกังอามาเดอุส โมซาร์ท และ ลุดวิก ฟัน เบโธเฟน เป็นต้น เวียนนามีสถานที่ท่องเที่ยวมากมายที่น่าค้นหานักท่องเที่ยวที่มาเยือนส่วนใหญ่ต้องใช้เวลาหลายวันในการเที่ยวชมให้รอบๆเวียนนา

 

เที่ยวชมถนนวงแหวนริงซตราเซ่โดยการเดิน หรือ การนั่งรถม้า

จะได้สัมผัสกับบรรยากาศอากาศที่สดชื่นได้ดีที่สุดผ่านทางสถานที่สำคัญต่างๆเช่นตึกรัฐสภา โรงอุปรากร กิจกรรมที่ไม่ควรพลาดอีกอย่างคือการล่องแม่น้ำชมวิวทิวทัศน์ของสองข้างฝั่งแม่น้ำดานูบ การชมการแสดงที่โรงเรียนสอนม้าของเสปน และ แวะพักผ่อนที่สวนสาธารณะสตัม พาร์คที่มีรูปปั้นของราชาเพลงวอลท์โจฮัน สเตร้าท์ เวียนนานั้นมีชื่อเสียงด้านงานศิลปะเก่าแก่ของฝากประเภทงานศิลปะจะอยู่ในย่านถนน KARNTNER รองลงมาจะเป็นที่ MARIAHILFER และถ้าอยากเที่ยวชมให้เต็มอิ่มต้องที่ NASCH MARKETและถ้ามาเยือนเวียนนาก็ไม่ควรพลาดการเที่ยวชมพระราชวังฤดูร้อนเก่าแก่ของราชวงศ์ที่มีบทบาทในเวียนนาคือ
จุดเด่นในการท่องเที่ยวเวียนนา

 

พระราชวังเชินบรุนน์ (Schoenbrunn Palace)

 

เมืองเล็กๆที่ได้คำจำกัดความว่าเป็นเมืองที่มีการมาบรรจบกันอย่างลงตัวของสายน้ำ แสงแดด ขุนเขา

เมืองซาลส์บวร์ก ห่างจากกรุงเวียนนา 3 ชม. (298 กม.) ซาลส์บวร์กอยู่ทางเชิงเขาด้านเหนือของเทือกเขาแอลป์และเป็นเมืองในอันดับต้นๆของออสเตรียที่มีผู้คนไปเยือนจำนวนมาก ซาลส์บวร์กในอดีตเป็นเมืองที่มีชื่อเสียงด้านการทำเหมืองเกลือจนร่ำรวย อีกนัยหนึ่ง เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงโด่งดังมาจากบทภาพยนต์ชื่อก้องโลก เรื่องมนต์รักเพลงสวรรค์(THE SOUND OF MUSIC)

 

ที่นี่ยังเป็น บ้านเกิดของนักประพันธ์เพลงคลาสสิคผู้ยิ่งใหญ่ชาวออสเตรียนนามว่าโมสาร์ทจึงทำให้สถานที่ท่องเที่ยวที่ไม่ควรพลาดในการไปเยือนที่แรกก็คือ การเยี่ยมบ้านนักประพันธ์เพลงผู้ยิ่งใหญ่โมสาร์ท ดื่มด่ำกับบรรยากาศที่ทำให้ผู้ที่ได้มาเยือนนึกถึงนักประพันธ์เพลงผู้นี้ที่ตรอกGETREIDEGASSE เมืองนี้ยีงมีงานเทศกาลดนตรีที่จัดขึ้นประจำเพื่อระลึกถึงนักประพันธ์เพลงผู้ยิ่งใหญ่ ย่านถนนเกทรายเดกาสเซ่

ยังมีสถานที่น่าสนใจอีกหลายแห่ง เช่น วังที่ประทับของอาร์คบิชอบภายในมีการจัดแสดงนิทรรศการบนชั้นที่ 3 เปิดให้เข้าผู้สนใจเข้าชมทุกวัน มหาวิหาร St.Rupert สร้างเลียนแบบวิหาร St.Peters ในกรุงโรม โบสถ์ KOLLIGIENKIRCHE และปราสาท HOHENSALZBURG ที่สร้างเมื่อปี ค.ส. 1077 เป็นต้น

ย่านซื้อของสินค้ามากมายที่ WALKING STREET ร้านค้าที่มีเอกลักษณ์เป็นของตนเองแบบโบราณ ที่ซื้อของระดับหรูหราที่ตรอก GETREIDASSE งานฝีมือพื้นบ้านของชาวออสเตรียเป็นของฝากอันลือชื่อของเมืองนี้คือช่อดอกไม้แห้งที่ผสมผสานเครื่องเทศกับของหอม

 

เมืองอินสบรูก

ดินแดนแห่งผู้เขาของแคว้นทีโรลอันเก่าแก่ของประเทศออสเตรียเป็นแหล่งเล่นสกีที่ที่สุดในทวีปยุโรป ปัจจุบันเป็นเมืองที่ทำรายได้ด้านอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอันดับหนึ่ง พระราชวังหลังคาทองคำอันลือชื่อและบ้านเรือนในเขตเมืองเก่าก็ตั้งอยู่ ณ เมืองแห่งนี้เช่นกัน ย่านช้อปปิ้งที่ดีที่สุดของเมืองนี้คือเขตเมืองเก่าบริเวณถนน MARIA-THERESIEN-STRASSE

ห่างจากกรุงเวียนนา 5 ชม. (458 กม.)

 

 


 ประเทศสหราชอาณาจักร (United Kingdom) หรือที่รู้จักกันดีในนามของประเทศอังกฤษ เป็นดินแดนที่มีภูมิประเทศสวยงาม และความเจริญทางวัฒนธรรมที่หลากหลาย ศูนย์รวมแหล่งวัฒนธรรม อุตสาหกรรม และการศึกษา ดินแดนแห่งนี้เป็นดินแดนที่มีการผสมผสานของวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และเทคโนโลยีที่ลงตัว รวมทั้งยังเป็นเมืองศูนย์กลางที่สำคัญในด้านต่างๆอีกด้วย

       ข้อมูลทั่วไปของอังกฤษจะแบ่งออกเป็น ข้อมูลทางด้านกายภาพ และลักษณะการดำเนินชีวิต ของคนที่นั่น เพื่อผู้สนใจ จะได้นำไปปรับใช้กับการดำเนินชีวิตของประเทศนี้ได้อย่างถูกต้อง เราจะแบ่งเป็นหัวข้อดังนี้


 

        ข้อมูลทั่วไป

ประเทศสหราชอาณาจักร (United Kingdom) หรือที่รู้จักกันดีในนามของประเทศอังกฤษ เป็นดินแดนที่มีภูมิประเทศสวยงาม และความเจริญทางวัฒนธรรมที่หลากหลาย ศูนย์รวมแหล่งวัฒนธรรม อุตสาหกรรม และ
การศึกษา ดินแดนแห่งนี้เป็นดินแดนที่มีการผสมผสานของวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และเทคโนโลยีที่ลงตัว รวมทั้งยังเป็นเมืองศูนย์กลางที่สำคัญในด้านต่างๆอีกด้วย

พื้นที่ของประเทศประกอบไปด้วยพื้นที่เกาะ 2 ส่วนใหญ่ คือ เกาะใหญ่ (Great Britain) ซึ่งหมายถึงเกาะใหญ่ของอังกฤษ ที่รวมอาณาเขตของอังกฤษ (England) เวลส์ (wales) และสก็อตแลนด์ (Scotland) ไว้ด้วยกัน และ
เกาะไอร์แลนด์เหนือ (Northern Ireland) พื้นที่โดยรวมของประเทศประมาณ 240,000 ตารางกิโลเมตร โดยมีเมืองลอนดอน (London) เป็นเมืองหลวงของประเทศสหราชอาณาจักร

  สังคมและวัฒนธรรม

ประชากร
ประชากรของสหราชอาณาจักร มีประมาณ 59,778,002 คน (ตัวเลขปี ค.ศ. 2002) โดยกระจายตามส่วนต่างๆของประเทศ ประชากรทั้งประเทศพูดภาษาอังกฤษ แต่อาจจะมีสำเนียงแตกต่างกันไปตามแต่ละภูมิภาค

ระบบการปกครอง
ระบบการปกครองของสหราชอาณาจักรปกครองแบบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา โดยมีพระบรมราชินีนาถ
อลิซาเบธที่ 2 (Queen Elizebeth II) เป็นประมุขของประเทศ

รัฐสภาของประเทศอังกฤษแบ่งเป็น 2 สภา คือ สภาขุนนาง (House of Lords) และ สภาล่าง (House of Commons) โดยสมาชิกสภาขุนนาง เป็นขุนนางสืบตระกูลประมาณ 900 คน และอีกประมาณ 300 คนเป็น
ขุนนางตั้งใหม่ ซึ่งเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถ หรือผู้ที่ประกอบคุณงามความดีให้กับประเทศ ส่วนสมาชิกของสภาล่างนั้นมาจากกการเลือกตั้งมีประมาณ 600 คน และอยู่ในตำแหน่งคราวละ 5 ปี โดยอำนาจในการแต่งตั้งรัฐบาลนั้นเป็นของสภาล่าง ส่วนหน้าที่สำคัญของสภาสูง คือ การกลั่นกรองกฎหมาย ตรวจสอบระบบการเมือง และการปกครองของสหราชอาณาจักร

        สภาพแวดล้อม

ภูมิอากาศ
ภูมิประเทศของเกรท บริเทน (Great Britain) เป็นประเทศที่มีอากาศเปลี่ยนแปลงมาก จัดอยู่ในประเภทค่อนข้างหนาว มีความชื้นสูง เนื่องจากสภาพภูมิประเทศเป็นเกาะ มีกระแสน้ำอุ่นและน้ำเย็นไหลผ่าน ทำให้เกิดหมอกหนาแน่นปกคลุมในบางครั้ง อากาศทางตอนเหนือจะสูงกว่าอากาศทางตอนใต้ และจะมีฝนตกทางภาคตะวันตกมากกว่าทางภาคตะวันออก อุณหภูมิโดยเฉลี่ยต่ำสุดในเดือนมกราคม ประมาณ 5 องศาเซลเซียส และสูงสุดในเดือนกรกฎาคม ประมาณ 18 องศาเซลเซียส

ฤดูกาลมีทั้งหมด 4 ฤดู คือ

  • ฤดูหนาว (Winter) ธันวาคม - กุมภาพันธ์
  • ฤดูใบไม้ผลิ (Spring) มีนาคม - พฤษภาคม
  • ฤดูร้อน (Summer) มิถุนายน - สิงหาคม
  • ฤดูใบไม้ร่วง (Autumn) กันยายน - พฤศจิกายน

    เมืองสำคัญของอังกฤษ

            ลอนดอน (London)

    เมืองหลวงของสหราชอาณาจักร และเป็นเมืองหลวงที่ใหญ่ที่สุดในโลก เป็นเมืองศูนย์รวมทางวัฒนธรรมและประเพณีที่เคร่งครัด และได้ชี่อว่าเป็นเมืองทางด้านการศึกษาและการท่องเที่ยวที่น่าสนใจ โดยมีสถานที่น่าสนใจ อาทิ เช่น รัฐสภา หอนาฬิกาบิกเบน ทราฟัลการ์สแควร์ พระราชวังบัคกิงแฮม และหอคอยลอนดอน นอกจากนี้ยังเป็นศูนย์รวมของแหล่งชอปปิ้งชั้นนำ อาทิ ห้างแฮร์รอด และมาร์คแอนด์สเปนเซอร์ และแหล่งบันเทิงยามค่ำคืนย่านโซโห เป็นต้น

            เคมบริดจ์ (Cambridge)

    เมืองเคมบริดจ์ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของกรุงลอนดอน เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงทางด้านประวัติศาสตร์ และสถาปัตยกรรม อีกทั้งยังเป็นศูนย์กลางทางด้านวัฒนธรรมที่สำคัญ และเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์อีกด้วย

            ออกฟอร์ด (Oxford)

    เมืองออกฟอร์ด ตั้งอยู่ห่างจากกรุงลอนดอนทางตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 80 กิโลเมตร เป็นศูนย์กลาง
    การเรียนการสอนและเป็นเมืองที่เกี่ยวข้องกับศาสนา แวดล้อมไปด้วยทุ่งกว้างใหญ่และทิวเขา อีกทั้งยังมีพิพิธภัณฑ์และหอศิลปกรรม ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมที่คงคามความงดงามตามแบบฉบับของอังกฤษหลายแห่งด้วยกัน

            แคนเทอร์เบอร์รี่ (Canterberry)

    เป็นเมืองที่มีความสวยงาม มีโบสถ์ที่มีความสำคัญและเก่าแก่ที่สุดในอังกฤษ อยู่ห่างจากกรุงลอนดอนทาง
    ตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 95 กิโลเมตร

            บริสโทล (Bristol)

    ตั้งอยู่ห่างจากกรุงลอนดอนทางตะวันตกประมาณ 190 กิโลเมตร เป็นเมืองแห่งประวัติศาสตร์ และเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในเขตตะวันตกของประเทศอังกฤษ มีสะพานแขวนที่สวยงามชื่อ บรูเนล

            บอร์นมัธ (Bournnemouth)

    เป็นเมืองชายทะเลที่มีชื่อเสียง เป็นเมืองที่มีทิวทัศน์ที่สวยงามและมีแหล่งท่องเที่ยวมากมาย ใช้เวลาเดินทางจากกรุงลอนดอนทางรถไฟประมาณ 2 ชั่วโมง

            บาธ (Bath)

    เป็นเมืองตากอากาศที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งที่มีมาตั้งแต่สมัยอาณาจักรโรมันโบราณ อยู่ห่างจากกรุงลอนดอนประมาณ 160 กิโลเมตร ตั้งอยู่ในทุ่งหญ้าเอวอนที่เขียวชอุ่ม และมีบ่อน้ำพุร้อนสำหรับอาบน้ำแร่ด้วย

            เบอร์มิ่งแฮม (Burmingham)

    เป็นเมืองที่แวดล้อมไปด้วยประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอังกฤษ มีชื่อเสียงในการผลิตเครื่องดื่มและอาหาร เช่น ชอกโกแลตยี่ห้อ Cadbury รวมทั้งเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยเบอร์มิ่งแฮมและมหาวิทยาลัยแอสตัน

            แมนเชสเตอร์ (Manchester)

    ตั้งอยู่ใจกลางของประเทศทางตอนเหนือ เป็นเมืองอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ และมีชื่อเสียงมากทางด้านวิวัฒนาการทางดนตรีและการละคร อีกทั้งยังเป็นที่ตั้งของสโมสรฟุตบอลที่เรารู้จักกันดี คือ ทีมแมนเชสเตอร์
    ยูไนเต็ด (Manchester United)

            ไบร์ทตันและโฮบว์ (Brighton & Hove)

    เมืองทั้ง 2 นี้ เป็นเมืองที่พักตากอากาศขนาดกลาง ตั้งอยู่ทางชายฝั่งทางตอนใต้ของกรุงลอนดอน เป็นเมืองที่รวบรวมทั้งวัฒนธรรมและแหล่งบันเทิงต่างๆเอาไว้ด้วยกัน และเป็นสถานที่พักผ่อนในวันหยุดสุดสัปดาห์ของชาวอังกฤษ

  • ไฟฟ้า

    ระบบไฟฟ้าที่ใช้ในประเทศ คือ ระบบ 240 V. AC 50 Hz เหมือนในประเทศไทย แต่จะใช้ปลั๊กไฟ 3 ขา ซึ่งต่างจากบ้านเรา หากต้องการนำอุปกรณ์ไฟฟ้าไปด้วย ควรจะเตรียมปลั๊กไฟฟ้า 3 ขาไปด้วยหรืออาจจะไปหาซื้อที่นั่นก็ได้

    ประปา

    การประปาของสหราชอาชอาณาจักรมีระบบการทำน้ำประปาที่สะอาดมาก ซึ่งเราสามารถดื่มน้ำจากก๊อกน้ำตามบ้านหรือสาธารณะโดยไม่ต้องผ่านการกรองได้

    โทรศัพท์

    โทรศัพท์สาธารณะมี 2 แบบ คือ แบหยอดเหรียญ และแบบใช้บัตรโทรศัพท์ ซึ่งสามารถซื้อบัตรโทรศัพท์ได้
    ที่ทำการไปรษณีย์และร้านค้าที่มีป้าย Phonecard ซึ่งมีราคาตั้งแต่ UKP 2, UKP5, UKP10 และ UKP 20ให้เลือก หากต้องการโทรศัพท์ระหว่างประเทศในราคาถูก ควรสอบถามเพิ่มเติมจากร้านค้า หรือใช้บริการ Swiftcall โดยการขอซื้อรหัสที่เรียกว่า pin ซึ่งมีจำหน่ายตามร้านขายหนังสือพิมพ์ทั่วไป

     สกุลเงิน

    สหราชอาณาจักรใช้สกุลเงิน ปอนด์(Pound) เป็นหน่วยเงินประจำประเทศและเป็นประเทศที่มีอัตราแลกเปลี่ยนที่สูงที่สุดในโลกอีกด้วย สกุลเงินแบ่งออกเป็นธนบัตรทั้งหมด 4 ชนิด คือ ธนบัตรใบละ 5,10, 20 และ 50 ส่วนเหรียญแบ่งออกเป็น 8 ชนิด คือ 2 และ 1 ปอนด์ และ 50, 20, 10, 5, 2 และ 1 เพนนี

    ธนาคาร

    ธนาคารเปิดทำการวันจันทร์ตั้งแต่วันจันทร์ - วันศุกร์ เวลา 9.00 - 15.30น. บางธนาคารอาจเปิดให้บริการถึง 16.45 น. และเปิดทำการในวันเสาร์ตอนเช้าด้วย

    ร้านค้า

    ร้านค้าส่วนใหญ่เปิดให้บริการทุกวันจันทร์ - วันศุกร์ ตั้งแต่เวลา 9.00 - 17.30น. สำหรับบางห้างอาจเปิดให้บริการในวันอาทิตย์ด้วย

    ระบบขนส่งมวลชน

    ระบบขนส่งมวลชนที่นิยมใช้กันมากที่สุด คือ รถไฟ เพราะมีเครือข่ายเส้นทางเดินรถเชื่อต่อกันกระจายทั่วประเทศและสะดวกในการเดินทางไปยังเมืองใหญ่ๆทุกแห่ง รวมถึงเมืองเล็กๆบางแห่งด้วย โดยเส้นทางสายหลักจะเริ่มจากกรุงลอนดอน การให้บริการของการเดินรถนั้นมีความแม่นยำตามตารางเวลาที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ทำให้สามารถเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางตามเวลานัดหมาย

    สำหรับนักเรียน นักศึกษา สามารถขอทำบัตร Rail Card ประเภทนักเรียนเพื่อรับส่วนลดราคาค่าเดินทางได้ โดยสอบถามและขอใบสมัครได้จากสถานีรถไฟตามเมืองใหญ่ๆได้

    พื้นที่ 14 เขต ของเกรทบริเทน (Great Britain)

    1. Cumbria ได้แก่เมือง Keswick
    2. East Anglia ได้แก่เมือง Cambridge, Clacton, Clochester, Norwich, Old Harlow
    3. East Midlands ได้แก่เมือง Leicester, Nottingham
    4. Heart of England ได้แก่เมือง Cheltenham, Coverntry, Shrewshury
    5. Greater London ได้แก่เมือง Beckenham, London. Richmond, Wimbledon
    6. Northumbria ได้แก่เมือง Durham, Necastle Upon Tyne
    7. North West ได้แก่เมือง Chester, manchester
    8. Scotland ได้แก่เมือง Aberdeen, Dundee, Edinburgh
    9. South ได้แก่เมือง Bournemouth, Protsmouth, Southampton
    10.South East ได้แก่เมือง Brighton/Hove, Canterbury, Eastboune, Folkstone, Hesting,Kent
    11.Thames and Chilterns ได้แก่เมือง Oxford, Reading, Windsor
    12.Wales ได้แก่เมือง Aberystyth Cardiff, Sansea
    13.West Country ได้แก่เมือง Bath, Bristol, Exeter, Exmouth, Sidmouth
    14.Yorkshire and Humberside ได้แก่เมือง Harrogate, Leeds, Scarborough  
    อากาศ
    อากาศในประเทศอังกฤษ จัดว่าไม่ร้อนจัด และ ไม่หนาวจัด โดยแบ่ง ออกเป็น 4 ฤดู อย่างไรก็ตาม อากาศในประเทศ อังกฤษ จะเปลี่ยนแปลง ได้เร็วในแต่ละวัน ฝนตกเกือบ ตลอดทั้งปี โดยทั่วไปตอนใต้ของประเทศ จะมีอากาศอบอุ่น มากกว่าตอนเหนือ

    ฤดูกาล
    ฤดูร้อน ช่วงมิถุนายน - สิงหาคม
    ฤดูใบไม้ร่วง ช่วงกันยายน - พฤศจิกายน
    ฤดูหนาว ช่วงธันวาคม - กุมภาพันธ์
    ฤดูใบไม้ผลิ ช่วงมีนาคม - พฤษภาคม



    ข้อมูลสเปน
ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของทวีปยุโรปบนคาบสมุทรไอบีเรีย อาณาเขต ทิศเหนือ จรด ทะเลกันตาบริโก ราชรัฐอันดอร์รา และประเทศฝรั่งเศส ทิศตะวันออก จรด ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ทิศใต้ จรด ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ช่องแคบยิบรอลต้า และมหาสมุทรแอตแลนติก ทิศตะวันตก จรด ประเทศโปรตุเกส และมหาสมุทรแอตแลนติก

เนื้อที่ 504,880 ตารางกิโลเมตร ใหญ่เป็นอันดับสามในยุโรป รองจากรัสเซียและฝรั่งเศส เนื้อที่ของประเทศสเปนแบ่งออกเป็นสองส่วน ได้แก่
ส่วนที่เป็นคาบสมุทร คือ
- คาบสมุทรไอบีเรีย และ
- ดินแดนทางเหนือของโมร็อกโก ได้แก่ เซวตา (Ceuta) และเมลิยา (Melilla)
ส่วนที่เป็นหมู่เกาะ คือ
- หมู่เกาะบาเลอาริค (Balearic Islands)
- หมู่เกาะคะเนรี (Canary Islands)
นอกจากนี้ ยังมีดินแดนอื่นที่อยู่ภายใต้อำนาจการปกครองของรัฐบาลสเปน
- Islas Chafarinas
- Penon de Alhucemas
- Penon de Velez de la Gomera

ภูมิอากาศ ประเทศสเปนตั้งอยู่ในเขตอบอุ่น แต่เนื่องจากลักษณะของภูมิประเทศเป็นพื้นที่สูงๆ ต่ำๆ อากาศของภูมิภาคต่างๆ จึงมีลักษณะแตกต่างกันไปตามสภาพของภูมิประเทศ เช่น ภาคเหนือ มีสภาพอากาศของริมฝั่งทะเล ซึ่งโดยปกติในฤดูหนาวไม่หนาวจัด และเย็นสบายในฤดูร้อน แต่เป็นภาคที่ฝนตกฉุกและมีความชื้นสูง ส่วน ภาคกลาง และ ภาคใต้ สภาพอากาศแห้ง ฝนตกน้อย ในฤดูร้อนอากาศร้อนจัด แต่ในฤดูหนาวไม่หนาวจัด

เมืองหลวง กรุงมาดริด

เมืองสำคัญ
* บาร์เซโลนา (Barcelona)
* บาเลนเซีย (Valencia)
* เซวิญ่า (Sevilla)
* ซาราโกซา (Zaragoza)
* มาลากา (Malaga)
* บิลเบา (Bilbao)

ประชากร 41,116,842 คน (ค.ศ. 2002)
ประกอบด้วยเชื้อชาติต่างๆ ได้แก่ * Spanish (ร้อยละ 74)
* Catalan (ร้อยละ 17)
* Galician (ร้อยละ 7)
* Basque (ร้อยละ 2)

สเปนมีอัตราการขยายตัวของประชากร เพียงร้อยละ 0.1 (1999)

ศาสนา ชาวสเปนส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันแคธอลิก (ร้อยละ 94)

ภาษา ภาษาราชการ คือ ภาษาสเปน (Castellano)
ภาษาท้องถิ่น ได้แก่ ภาษากาตาลัน (Catalán) พูดในแค้วนกาตาลุนยา
ภาษากาเยโก (Gallego) พูดในแค้วนกาลิเซีย
ภาษาบาเลนเซียโน (Valenciano) พูดในแคว้นบาเลนเซีย
ภาษาบาสโก (Vasco) พูดในแคว้นบาสก์

วันชาติ 12 ตุลาคม

สกุลเงิน ยูโร (EURO)
การเมืองการปกครอง
รูปแบบการปกครอง
ประชาธิปไตยแบบรัฐสภาโดยมีกษัตริย์เป็นประมุข (Constitutional monarchy)

ประมุข
สมเด็จพระราชาธิบดีฆวน การ์ลอส ที่ 1 (Juan Carlos I) ทรงขึ้นครองราชย์วันที่ 22พฤศจิกายน ค.ศ.1975 ทรงอภิเษกสมรสกับ สมเด็จพระราชินีโซเฟีย (Queen Sofía)

นายกรัฐมนตรี
นาย โฆเซ่ มาเรีย อัสนาร์ (José María Aznar) เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 27 เมษายน ค.ศ. 2000 เป็นสมัยที่ 2 (เข้ารับตำแหน่งครั้งแรกเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม ค.ศ. 1996)เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 4 ของสเปน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
น.ส. อันนา ปาลาซิโอ (Ana Palacio Vallersundi) (เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม ค.ศ. 2002)

การเมือง
เขตการปกครองประเทศสเปนแบ่งเขตการปกครองเป็นแคว้นอิสระ 19 แคว้น(autonomous communities) โดยรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเปิดโอกาสให้แคว้นต่างๆ มีสิทธิในการปกครองตนเองได้ในระดับที่ต่างกันตามภูมิหลังการปกครองตนเองของแต่ละแคว้น โดยที่แต่ละแคว้นมีสภาของตนเอง มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาทุก ๆ 4 ปี และได้รับสิทธิและอำนาจบริหารท้องถิ่นของตนเอง ทั้งนี้ ภายใต้รัฐบาลสเปน

แคว้นอิสระทั้ง 19 แคว้น ประกอบด้วย
* Andalucia * Aragon * Asturias * Balearic Islands
* Canary Islands * Cantabria * Castilla La Mancha
* Castilla y Leon * Cataluna * Comunidad Valenciana
* Ceuta * Extremadura * Galicia * Madrid
* Melilla * Murcia * Navarra * Pais Vasco
* Rioja

สถาบันทางการเมือง
ประเทศสเปนมีการปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาโดยมีกษัตริย์เป็นประมุข มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1978 หลังจากที่ถูกปกครองภายใต้ระบอบเผด็จการโดยจอมพลฟรังโก(General Francisco Franco) มา 36 ปี (ค.ศ. 1939-1975)ในปี ค.ศ.1978 เมื่อสเปนเปลี่ยนมาปกครองโดยระบอบประชาธิปไตย ได้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้น คือ รัฐธรรมนูญฉบับปี ค.ศ.1978 ซึ่งมีผลบังคับใช้มาจนถึงปัจจุบัน

ประมุขแห่งรัฐ
ตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน (ปี ค.ศ.1978) ของสเปน พระมหากษัตริย์ทรงดำรงตำแหน่งประมุขแห่งรัฐและทรงดำรงตำแหน่งจอมทัพสเปน

-ทรงมีพระราชอำนาจที่จะอนุมัติและประกาศใช้พระราชบัญญัติต่างๆ
- เรียกประชุม ยุบรัฐสภา และประกาศ ให้มีการเลือกตั้ง
- ทรงเสนอนามผู้ที่ทรงเห็นว่าสมควรจะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รวมทั้ง ทรงแต่งตั้งและถอดถอนนายกรัฐมนตรีภายใต้บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ
-ทั้งนี้ พระราชกรณียกิจเกี่ยวกับราชการจะต้องมีนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องผู้หนึ่ง ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ และผู้รับสนองพระบรมราชโองการจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบในพระราชกรณียกิจนั้นๆ

รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีบทบัญญัติว่าด้วยการสืบสันตติวงศ์ไว้ว่าให้เป็นไปตามลำดับแห่งความเป็นทายาทองค์แรกของพระบรมวงศานุวงศ์ผู้ทรงสืบเชื้อสายพระราชวงศ์ที่ใกล้ชิดที่สุด และในเชื้อสายพระราชวงศ์เดียวกันพระโอรสมีลำดับมาก่อนพระธิดา หากทรงเป็นเพศเดียวกันให้พระโอรสผู้มีพระชันษามากกว่ามีลำดับมาก่อน รัชทายาทองค์ปัจจุบันของสเปน คือ เจ้าชายฟิลิเป (Filipe de Borbon)

รัฐสภา
รัฐสภาสเปน คือ สภากอร์เตส (Las Cortes) ทำหน้าที่เป็นผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติของรัฐ
-ให้ความเห็นชอบเกี่ยวกับงบประมาณ
-ควบคุมการบริหารงานของรัฐบาล ใช้อำนาจอื่นๆ ตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ
รัฐสภาสเปนประกอบด้วย
สภาผู้แทนราษฎร (Congreso de los Diputados or Congress of Deputies) ประกอบด้วยสมาชิกอย่างน้อย 300 คน และอย่างมาก 400 คน ขึ้นอยู่กับการแบ่งเขตเลือกตั้งและจำนวนพลเมือง ปัจจุบันสภาผู้แทนราษฎรมีสมาชิกทั้งหมด 350 คน และ อยู่ในตำแหน่งวาระละ 4 ปี
วุฒิสภา (Senado or Senate) รัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดไว้ว่าจะต้องมีจำนวนสมาชิกเท่าใด แต่กำหนดให้เลือกตั้งทำนองเดียวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปัจจุบันวุฒิสภามีสมาชิก 259 คน โดยสมาชิก 208 คนจะได้รับการเลือกตั้งโดยตรง และ 51 คน จะได้รับแต่งตั้งจากแคว้นต่างๆ 19 แคว้นสมาชิกวุฒิสภาดำรงตำแหน่งวาระละ 4 ปี
หลักเกณฑ์การเลือกตั้งกำหนดไว้ว่า ผู้ที่มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งจะต้องมีอายุ 18 ปีบริบูรณ์ สำหรับผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง ไม่จำเป็นต้องสังกัดพรรคการเมือง ในกรณีที่เป็นรัฐมนตรีในคณะรัฐบาล (ไม่รวมถึงนายกรัฐมนตรี) ข้าราชการพลเรือนและทหารจะต้องลาออกจากตำแหน่งก่อนจึงจะมีสิทธิสมัครเข้ารับเลือกตั้งได้

รัฐบาล
ตามรัฐธรรมนูญของสเปน รัฐบาลเป็นผู้ใช้อำนาจและหน้าที่ฝ่ายบริหารภายใต้รัฐธรรมนูญและกฎหมาย เป็นผู้กำหนดและดำเนินนโยบายทั้งภายในและต่างประเทศ รวมทั้งการป้องกันประเทศ รัฐบาลประกอบด้วย นายกรัฐมนตรี (President of the Government)
รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการและรัฐมนตรีอื่นๆ ตามที่กำหนดไว้โดยกฎหมายในการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี พระมหากษัตริย์จะทรงปรึกษาหารือกับผู้แทนของพรรคการเมืองต่างๆ ที่มีสมาชิกอยู่ในรัฐสภา แล้วเสนอชื่อผู้ที่เห็นสมควรได้รับการเลือกตั้งไปยังประธานสภาผู้แทนราษฎรเพื่อขอรับความไว้วางใจจากสภาผู้แทนราษฎรด้วยคะแนนเสียงข้างมากโดยเด็ดขาด (absolute majority) พระมหากษัตริย์จะได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ต่อจากนั้น นายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้เสนอรายชื่อคณะรัฐมนตรีเพื่อให้พระมหากษัตริย์มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าแต่งตั้งต่อไป โดยไม่จำเป็นต้องขอรับความไว้วางใจจากรัฐบาลอีก รัฐบาลมีวาระ 4 ปี หรือจนกว่าจะมีการเลือกตั้งทั่วไปครั้งต่อไป

สถาบันตุลาการ
รัฐธรรมนูญมีบทบัญญัติไว้ว่า ผู้พิพากษาและเจ้าหน้าที่ตุลาการเป็นผู้มีอำนาจและหน้าที่บริหารราชการตุลาการอย่างเป็นอิสระในนามของพระมหากษัตริย์ ผู้ใดจะถอดถอน ไล่ออก สั่งพักราชการและโยกย้ายมิได้ทั้งสิ้น เว้นแต่การกระทำที่กล่าวข้างต้นจะเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายซึ่งได้บัญญัติไว้เป็นการเฉพาะ

พรรคการเมือง สเปนมีพรรคการเมืองที่สำคัญ ดังนี้
1. พรรค Partido Popular - PP (Popular Party) พรรคฝ่ายขวา แบบcenter-right เป็นพรรครัฐบาลในสมัยที่ผ่านมา (พฤษภาคม 2539 - มีนาคม 2543) และได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งหลังสุดเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2543 เป็นสมัยที่ 2 หัวหน้าพรรค คือ นาย José María Aznar นโยบายหลักของพรรคโดยทั่วไป คือ สนับสนุนการค้าเสรี ร่วมมืออย่างใกล้ชิดทางการเมืองและเศรษฐกิจกับสหภาพยุโรป
2. พรรค Partido Socialista Obrero Español - PSOE (Spanish Socialist Workers Party) พรรคสังคมนิยมแรงงาน มีนาย Rodrigo Zapatero เป็นเลขาธิการพรรค (General Secretary) มีอุดมการณ์ทางการเมืองซึ่งไม่ซ้ายจัดนัก หรือ ที่เรียกว่า middle left center เป็นพรรคที่เคยมีบทบาทสำคัญและเป็นรัฐบาลของสเปน มายาวนานถึง 14 ปี (2225-2539)
3. พรรค Izquierda Unida - IU (United Left) แต่เดิมคือพรรค Communist มีนาย Gaspar Llamazares Trigo เป็นเลขาธิการพรรค (General Secretary)
4. พรรค Convergencia i Unio - CiU (Convergence and Union) มีนาย Jordi Pujol ซึ่งเป็นหัวหน้ารัฐบาลของแคว้น Cataluna เป็นหัวหน้าพรรค
5. พรรค Partido Nacionalista Vasco - PNV (Basque Nationalist Party) เป็นพรรคการเมืองของแคว้น Basque มีนาย Xavier Arzallus เป็นหัวหน้าพรรค
6. พรรค Coalicion Canaria - CC (Coalition of Canary Islands) พรรคการเมืองซึ่งเป็นตัวแทนของหมู่เกาะ Canary มีนาย Paulina Ribera Bank เป็นหัวหน้าพรรค
เศรษฐกิจการค้า
ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) 582.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ค.ศ. 2001) 828 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ค.ศ. 2002)

รายได้ประชาชาติต่อหัว 20,155 ดอลลาร์สหรัฐ (ค.ศ. 2001) 20,700 ดอลลาร์สหรัฐ (ค.ศ. 2002)

อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ร้อยละ 2.8 (ค.ศ. 2001) ร้อยละ 2.0 (ค.ศ. 2002)

อัตราเงินเฟ้อ ร้อยละ 3.6 (ค.ศ. 2001) ร้อยละ 3.0 (ค.ศ. 2002)

อัตราการว่างงาน ร้อยละ 13.0 (ค.ศ. 2001) ร้อยละ 13.2 (ค.ศ. 2002)

มูลค่าการส่งออก 118.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ค.ศ. 2001) 122.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ค.ศ. 2002)

มูลค่าการนำเข้า 150.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ค.ศ. 2001) 156.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ค.ศ. 2002)

สินค้าส่งออกสำคัญ เครื่องจักร ยานพาหนะและส่วนประกอบ ผักและ ผลไม้สด/แช่แข็ง ผลิตภัณฑ์การสื่อสารอิเล็กทรอนิกส์ เหล็กและเหล็กกล้า

สินค้านำเข้าสำคัญ เครื่องจักรและส่วนประกอบ เชื้อเพลิงน้ำมัน เคมีภัณฑ์ ยานพาหนะ รถยนต์และส่วนประกอบ

ประเทศคู่ค้าในการส่งออกที่สำคัญ สหภาพยุโรป (ฝรั่งเศส โปรตุเกส เยอรมนี อิตาลี สหราชอาณาจักร) ลาตินอเมริกา สหรัฐอเมริกา

ประเทศคู่ค้าในการนำเข้าที่สำคัญ สหภาพยุโรป (ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี เบเนลักซ์ สหราชอาณาจักร) กลุ่ม OPEC สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ลาตินอเมริกา
 
ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับราชอาณาจักรสเปน
ความสัมพันธ์ทางการทูตและการเมือง
สเปนเริ่มติดต่อกับไทยตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช แต่ไทยและสเปนได้มี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2413 (ค.ศ. 1870) ซึ่งทั้งสองประเทศได้ลงนามในสนธิสัญญาทางไมตรี การพาณิชย์ และการเดินเรือ (Treaty of Friendship, Commerce and Navigation) และนับตั้งแต่ปี 2426 (ค.ศ.1883) ไทยได้แต่งตั้งอัครราชทูตประจำประเทศยุโรปให้ดำรงตำแหน่งอัครราชทูตไทยประจำกรุงมาดริดด้วยอีกตำแหน่ง โดยแต่งตั้งให้
หม่อมเจ้าปฤษฎางค์ ชุมสาย อัครราชทูตประจำกรุงลอนดอนดำรงตำแหน่งอัครราชทูตไทยประจำกรุงมาดริดเป็นคนแรก และทั้งสองฝ่ายได้ยกฐานะสถานอัครราชทูตขึ้นเป็นสถานเอกอัครราชทูตฯ เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2504 (ค.ศ. 1961) ไทยได้เปิดสถานเอกอัครราชทูตขึ้นเป็นครั้งแรก ณ กรุงมาดริด เมื่อปี 2506 (ค.ศ. 1963)และแต่งตั้ง
นายมนู อมาตยกุล ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูต ณ กรุงมาดริดคนแรก
เอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศสเปน ร้อยโทระวี หงสประภาส (เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2002)
เอกอัครราชทูตสเปนประจำประเทศไทย H.E. José Eugenio SALARICH FERNANDEZ DE VALDERRAMA (เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 24 กันยายน ค.ศ. 2001)
กงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ไทยประจำนครบาร์เซโลน Mr. Jaime Sabate Herce
กงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ไทยประจำ Santa Cruz de Tenerife Mr. Wolfgang Kiessling(หมู่เกาะคะเนรี)

หมายเหตุ : * สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงมาดริด มีเขตอาณาครอบคลุมประเทศตูนิเซีย
* สถานเอกอัครราชทูตสเปนประจำประเทศไทย มีเขตอาณาครอบคลุมประเทศ
พม่า ลาว และกัมพูชา

สำนักงานอื่นๆ ที่ดูแลกิจการด้านต่างๆ ของไทยในประเทศสเปน ประกอบด้วย
1) สำนักงานผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารและทหารเรือ ณ กรุงมาดริด
2) สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงมาดริด
3) สำนักงานการบินไทย ณ กรุงมาดริด
4) สำหรับด้านการท่องเที่ยว สำนักงานการท่องเที่ยวไทย ณ กรุงโรม ดูแลงานส่งเสริมการท่องเที่ยวในสเปน
5) สำหรับด้านการส่งเสริมการลงทุน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(BOI) ณ กรุงปารีส ดูแลงานส่งเสริมการลงทุนในสเปน

ด้านการเมือง ไทยและสเปนมีความสัมพันธ์ที่ราบรื่น ไม่เคยมีปัญหาข้อขัดแย้งระหว่างกันทั้งนี้เป็นเพราะทั้งสองประเทศมีอุดมการณ์และนโยบายที่สำคัญหลายประการสอดคล้องกัน เช่น การมีระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข การเสริมสร้างความร่วมมือ ระหว่างภูมิภาคของทั้งสองประเทศ ซึ่งสเปนไม่มีท่าทีขัดขวางต่อการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่าง ASEAN-EU โดยเฉพาะปัญหาเกี่ยวกับพม่า นอกจากนี้ สเปนยังเป็นประเทศที่ให้การสนับสนุนท่าทีของไทยมาโดยตลอด ทั้งในกรอบทวิภาคีและพหุภาคี เช่น การสนับสนุน ฯพณฯ นายศุภชัย พานิชภักดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในการคัดเลือกเข้าดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการใหญ่ WTO และการสนับสนุนคำขอของไทยให้คณะกรรมาธิการยุโรปพิจารณาเปิดโควต้าภาษี (Global Quota) นอกกรอบสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรโครงการใหม่ (GSP) สำหรับสินค้ากุ้งและผลิตภัณฑ์กุ้งให้แก่ไทย นอกจากนั้น การแลกเปลี่ยนการเยือน ระหว่างบุคคลสำคัญของประเทศทั้งสองที่มีมา อย่างสม่ำเสมอ ทั้งในระดับพระราชวงศ์ บุคคลสำคัญ และเจ้าหน้าที่อาวุโสของรัฐบาล ซึ่งช่วยให้ทั้งสองประเทศมีความสัมพันธ์ที่กระชับแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นด้วย (รายละเอียดการแลกเปลี่ยนการเยือน)

ความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจ
โดยทั่วไปการค้าและการลงทุนระหว่างไทยกับสเปนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ อย่างไรก็ตาม ปริมาณการค้าและการลงทุนของทั้งสองประเทศในปัจจุบันยังมีไม่มากนัก เนื่องมาจากผลกระทบจากภาวะทางเศรษฐกิจของไทยในช่วงก่อนหน้านี้ แต่แนวโน้มการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้นของทั้งสองประเทศจะเป็นแรงจูงใจให้นักธุรกิจของทั้งสองประเทศหันมาค้าขายและลงทุนระหว่างกันมากขึ้น

ตารางความสัมพันธ์ด้านการค้า ดังเอกสารแนบ

การค้ารวม สเปนเป็นคู่ค้าลำดับ 30 ของไทยเมื่อเทียบกับการค้ากับทั่วโลกและอันดับที่ 7 ในกลุ่ม EU โดยในระยะ 4 ปี ที่ผ่านมา (ค.ศ. 1999-2002) การค้ารวมมีมูลค่าเฉลี่ย 708.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับในปี ค.ศ. 2002 การค้ารวมมีมูลค่า 653.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงจากปี ค.ศ. 2001 ร้อยละ 12.40 โดยไทยยังเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้า 225.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับในช่วงเดือนมกราคม – กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2003 การค้ารวมมีมูลค่า 135.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เฉลี่ยเพิ่มขึ้นจากระยะเดียวกันของปี ค.ศ. 2002 ร้อยละ 40.06 โดยไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้า 65.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

การส่งออก ในระยะ 4 ปีที่ผ่านมา (ค.ศ. 1999-2002) การส่งออกมีมูลค่าเฉลี่ย 524.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับปี ค.ศ. 2002 การส่งออกมีมูลค่า 439.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงจากปี ค.ศ. 2001 ร้อยละ 16.9 และในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2003 การส่งออกมีมูลค่า 100.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากระยะเดียวกันของปี ค.ศ. 2002 ร้อยละ 50.45

สินค้าออก ที่สำคัญ ได้แก่ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ยางพารา เสื้อผ้าสำเร็จรูป เครื่องวีดีโอ เครื่องเสียงอุปกรณ์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ มันสำปะหลัง ผลิตภัณฑ์ยาง ผลไม้กระป๋องและแปรรูป ผ้าผืน และอัญมณีและ เครื่องประดับเป็นต้น
สินค้าออกที่มีศักยภาพ ได้แก่ ยางพารา ผลไม้กระป๋องและแปรรูป ผลิตภัณฑ์ยาง ด้ายและเส้นใยประดิษฐ์ อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบ ข้าว เฟอร์นิเจอร์และชิ้นส่วน เคมีภัณฑ์ และเลนส์ เป็นต้น

การนำเข้า ในระยะ 4 ปีที่ผ่านมา (ค.ศ. 1999-2002) การนำเข้ามีมูลค่าเฉลี่ย 184.25 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับในปี ค.ศ. 2002 การนำเข้ามีมูลค่า 214.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงจากปี ค.ศ. 2001 ร้อยละ 1.44 และในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2003 การนำเข้ามีมูลค่า 34.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากระยะเดียวกันของปี ค.ศ. 2002 ร้อยละ 16.78

สินค้านำเข้า ที่สำคัญ ได้แก่ เคมีภัณฑ์ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เครื่องจักรใช้ในอุตสาหกรรม เหล็กและเหล็กกล้า ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม รถไฟและอุปกรณ์การรถไฟ ผลิตภัณฑ์โลหะ สบู่ ผงซักฟอกและเครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์พลาสติก และแก้วและผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผา เป็นต้น

สินค้าเข้าที่มีศักยภาพ ได้แก่ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เครื่องจักรใช้ในอุตสาหกรรม ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม รถไฟและอุปกรณ์การรถไฟ สบู่ ผงซักฟอกและเครื่องสำอาง แก้วและผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผา ผลิตภัณฑ์โลหะ ด้ายทอผ้าและด้ายเส้นเล็ก และเครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น

ปัญหาและอุปสรรคด้านการค้า
1) สเปนเป็นประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป ทำให้ปัญหาการค้าทวิภาคีไทย-สหภาพ ยุโรป กลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการค้าระหว่างไทยและสเปนด้วย
2) สเปนตรวจพบสารแคดเมี่ยมในปลาหมึกในน้ำมันและปลาหมึกแช่แข็ง เชื้อ salmonella ในปลาหมึกแช่แข็ง เชื้อแบคทีเรียในปลา Hake เชื้อ vibrio Chelerae ในกุ้งกุลาดำ สาร 3MCPD ในซอสปรุงรส เชื้อ Aerbio Mesofilos ในปลาหมึกแช่แข็ง และเพลี้ยไฟในดอกกล้วยไม้ นำเข้าจากไทย จึงได้ใช้มาตรการกักกันสินค้าที่มีปัญหาเพื่อนำตัวอย่างไปตรวจวิเคราะห์ก่อน (automatic detention) หากตรวจไม่พบเชื้อโรคจะอนุญาตให้นำเข้าได้ การยกเลิกมาตรการดังกล่าวอยู่ในดุลพินิจของหน่วยงานที่รับผิดชอบในการตรวจสอบ

ความสัมพันธ์ด้านการท่องเที่ยว
ในปี ค.ศ. 2001 มีนักท่องเที่ยวสเปนเดินทางมาประเทศไทยเป็นจำนวนทั้งสิ้น 38,212 คน คิดเป็นร้อยละ 0.38 ของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมดที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทย สำหรับปี ค.ศ. 2002 มีจำนวนนักท่องเที่ยวสเปน 47,431 คน เพิ่มขึ้นจากปี ค.ศ. 2001 ร้อยละ 21.47 และคิดเป็นร้อยละ 0.44 ของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด
 
 
ข้อมูลฟินแลนด์
ที่ตั้ง ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของทวีปยุโรป ทิศเหนือติดนอร์เวย์
ทิศตะวันตกติดสวีเดน ทิศตะวันออกติดรัสเซีย ทิศใต้ ติดกับเอสโตเนีย โดยมีทะเลบอลติกกั้นอยู่

พื้นที่ 338,145 ตารางกิโลเมตร

ประชากร 5.1 ล้านคน

เชื้อชาติ Finnish (94%) Swedish และ Lapps

ภาษา ใช้ภาษาราชการ 2 ภาษา คือ ภาษา Finnish และ ภาษา Swedish

ศาสนา ส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์ (97% นิกาย Lutheran และ 3% นิกาย Greek Orthodox)

เมืองหลวง กรุงเฮลซิงกิ (Helsinki)

สกุลเงิน ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2545 ฟินแลนด์ได้เปลี่ยนจากการใช้เงินสกุลฟินมาร์ก หรือ Markka -FIM มาเป็นเงินยูโร(euro)

วันชาติ 6 ธันวาคม

ระบบการเมือง ระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา (Constitutional Republic)

ประมุข ประธานาธิบดี Ms.Tarja Halonen (เข้ารับตำแหน่ง 1 มีนาคม ค.ศ.2000)

นายกรัฐมนตรี Mr. Matti Vanhanen (24 มิถุนายน ค.ศ.2003)

รัฐมนตรีต่างประเทศ Mr. Erkki Tuomioja ( 25 กุมภาพันธ์ ค.ศ.2000)

สถาบันทางการเมือง ประธานาธิบดีมีวาระการดำรงตำแหน่ง 6 ปี อยู่ในตำแหน่งได้ไม่เกิน 2 สมัย (12 ปี) โดยการเลือกตั้งจากประชาชน ประธานาธิบดีจะ มีอำนาจในการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีและสภาแห่งชาติ (Council of State) ซึ่งได้รับเลือกตั้งจากรัฐสภาของฟินแลนด์ (Eduskunta) ซึ่งเป็นระบบสภาเดียว มีจำนวนสมาชิก 200 คน โดยจะมีเลือกตั้งทุก ๆ 4 ปี

สหภาพยุโรป ฟินแลนด์ได้เข้าเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป (EU)ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ค.ศ.1995 และรับหน้าที่เป็นประธานสหภาพยุโรประหว่างเดือนกรกฎาคม - ธันวาคม ค.ศ.1999

ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) 133.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
GDP ต่อหัว 25,800 ดอลลาร์สหรัฐ
หนี้ต่างประเทศ 30 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

งบประมาณ เกินดุล 5.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

รายได้/รายจ่าย 36.1 และ 31 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ร้อยละ1.6

อัตราเงินเฟ้อ ร้อยละ 1.9

อัตราการว่างงาน ร้อยละ 8.5 (จำนวนแรงงาน 2.6 ล้านคน)

ดุลการค้า เกินดุล 8.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

ส่งออก/นำเข้า 40.1 และ 31.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

เงินให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจ (ODA) 379 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ประเทศคู่ค้าสำคัญ เยอรมนี สวีเดน สหราชอาณาจักรฝรั่งเศส และรัสเซีย

สินค้าเข้าสำคัญ อาหาร เครื่องจักร น้ำมัน เคมีภัณฑ์ อุปกรณ์คมนาคม เหล็ก และสิ่งทอ

สินค้าออกสำคัญ ผลิตภัณฑ์ป่าไม้ อุตสาหกรรมโลหะ เรือและคมนาคม กระดาษ สินค้าที่ใช้เทคโนโลยีระดับสูง เครื่องใช้ไฟฟ้า

การเมืองการปกครอง
รัฐบาลกลาง
ระบบการเมืองการปกครองและการเลือกตั้งของฟินแลนด์นั้นใช้มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1906 สถาบันนิติบัญญัติแห่งชาติ คือ รัฐบสภา เรียกว่า Eduskunta เป็นระบบสภาเดียว มีสมาชิกจำนวน 200 คน ได้รับการเลือกตั้งโดยตรงให้ดำรงตำแหน่งวาระ 4 ปี ภายใต้ระบบอัตราส่วน โดยแบ่งเขตเลือกตั้งทั่วประเทศเป็น 15 เขต รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันซึ่งประกาศใช้ในปี ค.ศ. 1919 และแก้ไขครั้งล่าสุดเมื่อปี ค.ศ. 1995 กำหนดให้ประธานาธิบดีมีอำนาจประกาศยุบสภาได้ก่อนครบวาระประธานาธิบดีของฟินแลนด์ซึ่งมีอำนาจและหน้าที่คล้ายคลึงกับประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาและฝรั่งเศส คือ มีอำนาจโดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการต่างประเทศในฐานะประมุขแห่งรัฐ ประธานาธิบดีได้รับการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนให้ดำรงตำแหน่งได้วาระ 6 ปี และจะดำรงตำแหน่งติดต่อกันได้ไม่เกิน 2 วาระ ตามที่กำหนดไว้ในข้อแก้ไขรัฐธรรมนูญเมื่อปี ค.ศ. 1995

พัฒนาการทางการเมือง
พรรคการเมืองที่สำคัญของฟินแลนด์ เช่น พรรค Social Democratic Party (SDP) พรรค National Coalition Party พรรค League of the Left Party พรรค Swedish People’s Party พรรค Greens พรรค Centre Party พรรค Christian Democratic Party of Finland
การเลือกตั้งทั่วไปเมื่อเดือนมีนาคม ค.ศ.1999
ในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 21 มีนาคม ค.ศ.1999 ปรากฏว่า พรรค SDP ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี Paavo Lipponen ได้รับคะแนนเสียงมากที่สุด 51 ที่นั่ง และได้เป็นแกนหลักในการจัดตั้งรัฐบาลผสมร่วมกับพรรคการเมืองเดิม 4 พรรคจากการเลือกตั้งเมื่อปี ค.ศ.1994 อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งประกอบด้วยพรรค National Coalition Party พรรค League of the Left Party พรรค Swedish People’s Party พรรค Greens และการเลือกตั้งครั้งนี้มีผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งร้อยละ 68.3 ซึ่งถือเป็นสถิติที่ต่ำสุดในการเลือกตั้งทั่วไปของฟินแลนด์หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา

การเลือกตั้งประธานาธิบดีฟินแลนด์ปีค.ศ.2000
เมื่อวันที่ 16 มกราคม ค.ศ.2000 และวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ค.ศ.2000 ได้มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีฟินแลนด์ (2รอบ) ซึ่งเป็นไปตามวาระหลังจากที่นาย Martti Ahtisaari ครบวาระการดำรงตำแหน่ง 6 ปี (1 มีนาคม ค.ศ.1994- กุมภาพันธ์ ค.ศ.2000) ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า Ms. Tarja Halonen (รัฐมนตรีต่างประเทศ) ผู้สมัครจากพรรค Social Democratic ได้รับเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีฟินแลนด์ ซึ่งนับเป็นประธานาธิบดีคนที่ 11 ของฟินแลนด์ และเป็นประธานาธิบดีสุภาพสตรีคนแรกในประวัติศาสตร์ทางการเมืองของฟินแลนด์

การเลือกตั้งทั่วไปเมื่อเดือนมีนาคม ค.ศ.2003
ในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 16 มีนาคม ค.ศ.2003 พรรค Centre ได้รับคะแนนเสียงมากที่สุด 55 ที่นั่ง และพรรค SDP มาเป็นอันดับที่สองจำนวน 53 ที่นั่ง สำหรับการจัดตั้งรัฐบาลปรากฏว่า พรรค Centre พรรค SDP และพรรค Swedish People's Party in Finland สนับสนุนให้นาง Anneli Jaatteenmaki หัวหน้าพรรค Centre ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสืบแทนนาย Paavo Lipponen ต่อมาเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2546 นาง Jaatteenmaki ได้ลาออกจากตำแหน่ง เนื่องมาจากการเปิดเผยของหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นฟินแลนด์เกี่ยวกับพฤติกรรมของนาง Jaatteenmaki ที่ได้นำข้อมูลลับเกี่ยวกับอิรัก มาใช้ประโยชน์ในระหว่างการรณรงค์หาเสียง และเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2546 นาย Matti Vanhanen ซึ่งเคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและรองหัวหน้าพรรค Centre ได้เข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสืบแทนนาง Jaatteenmaki
การปกครองท้องถิ่น
ภายหลังการปฏิรูปเมื่อต้นปี ค.ศ.1997 จังหวัดของฟินแลนด์ได้ลดลงจาก 11 จังหวัด เหลือ 5 จังหวัด และมีเทศบาล 450 แห่ง นอกจากนั้น เกาะ Alands ยังมีสถานภาพพิเศษเป็นดินแดนกึ่งปกครองตนเอง (semi-autonomous) เนื่องจากได้รับการประกาศให้เป็นบริเวณปลดทหารภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ รัฐธรรมนูญได้ให้อำนาจรัฐบาลท้องถิ่นอย่างมาก เทศบาลมีหน้าที่รับผิดชอบการบริหารงานของท้องถิ่นโดยอิสระจากรัฐบาลกลาง และรับผิดชอบดำเนินการตามหน้าที่ต่าง ๆ ที่กำหนดไว้โดยกฎหมาย และมีสิทธิเรียกเก็บภาษีจากประชากรที่อาศัยอยู่ภายในเขตเทศบาลอย่างไรก็ตาม รัฐบาลกลางก็ยังมีอำนาจในการควบคุมการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นโดยการส่งข้าหลวง (Governor) เป็นผู้แทนของรัฐบาลกลางไปบริหารงานตามจังหวัดทั้ง 5 จังหวัด สถาบันสูงสุดทางด้านการปกครองท้องถิ่นคือสภาเทศบาล ซึ่งได้รับเลือกตั้งทั้งโดยตรงและในแบบอัตราส่วน โดยมีจำนวนสมาชิกระหว่าง 17-85 คน ตามจำนวนของประชากรในแต่ละเทศบาล สภาเทศบาลจะเลือกตั้งประธานของตนเอง และแต่งตั้งคณะผู้บริหารของตนเอง ตลอดจนจะแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นทำหน้าที่รับผิดชอบทางด้านบริหาร ผู้ที่มีอำนาจสูงสุดในรัฐบาลท้องถิ่นคือผู้จัดการ (manger) ของเทศบาลหรือเมือง ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากสภาเทศบาลและรับผิดชอบโดยตรงต่อคณะผู้บริหารเทศบาล

นโยบายต่างประเทศของฟินแลนด์ นับตั้งแต่ฟินแลนด์ได้รับเอกราชจนถึงก่อนสิ้นยุคสงครามเย็น การดำเนินโยบายต่างประเทศของฟินแลนด์จะดำเนินการอยู่บนพื้นฐานของเหตุผลทางด้านที่ตั้งและภูมิรัฐศาสตร์(geopolitics) ของประเทศเป็นสำคัญ เนื่องจากฟินแลนด์ตั้งอยู่ระหว่างกลุ่มประเทศยุโรปตะวันตกและรัสเซีย ซึ่งฟินแลนด์มีพรมแดนติดต่อกับรัสเซียเป็ระยะทางยางถึง 1,270 กิโลเมตร (800 ไมล์)สภาวะทางภูมิศาสตร์ดังกล่าวมีผลให้ฟินแลนด์จำเป็นต้องดำเนินนโยบายต่างประเทศเป็นกลางอย่างเคร่งครัด (neutrality) เนื่องจาก ฟินแลนด์ในฐานะที่เป็นประเทศที่มีขนาดเล็กและมีขีดความสามารถป้องกันตนเองจำกัด ฟินแลนด์จึงไม่ต้องการเป็นยุทธภูมิของการสู้รบระหว่างฝ่ายตะวันตกกับฝ่ายตะวันออก และไม่ต้องการให้มีการตัดสินปัญหาต่าง ๆ ของโลกโดยวิธีทางการทหารและไม่ประสงค์นำประเทศเข้าไปพัวพันกับความขัดแย้งระหว่างประเทศ ดังนั้น นโยบายความเป็นกลางจึงเป็นแนวทางในการปกป้องเอกราชของฟินแลนด์ในช่วงเวลาดังกล่าว บทบาทของฟินแลนด์ในเวทีการเมืองระหว่างประเทศเริ่มเด่นชัดขึ้นภายหลังการสิ้นสุดยุคสงครามเย็น โดยนโยบายความเป็นกลางของฟินแลนด์ได้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น เป็นการปรับนโยบายให้เข้ากับกระแสโลกที่เปลี่ยนแปลง คือ ส่งเสริมระบอบประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน และระบบเศรษฐกิจเสรี ฟินแลนด์ได้พยายามเสริมสร้างบทบาทของตนเองให้มีความสำคัญมากขึ้นในเวทีระหว่างประเทศ โดยเฉพาะภูมิภาคยุโรป ซึ่งฟินแลนด์ต้องการมีส่วนร่วมในการกำหนดระเบียบความมั่นคงในรูปแบบใหม่ของยุโรป ที่พยายามรวมตัวกันทั้งทางด้านเศรษฐกิจการเมือง และการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางสังคม เชื้อชาติ และภัยคุกคามต่าง ๆ ร่วมกัน โดยไม่ใช้ความรุนแรงซึ่งเป็นนโยบายที่สอดคล้องกับผลประโยชน์ระยะยาวในด้านความมั่นคงของฟินแลนด์เองที่จะทำให้ภูมิภาคยุโรปไม่กลับคืนไปสู่สภาวะแห่งการแบ่งแยกออกเป็นเขตผลประโยชน์ และเขตอำนาจต่าง ๆ ดังเช่นที่อดีตผ่านมา

 

ข้อมูลฝรั่งเศส
ที่ตั้ง ภาคพื้นทวีปยุโรปตะวันตก

พื้นที่ 211,152 ตารางไมล์ หรือ 551,600 ตารางกิโลเมตร เป็นประเทศที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปตะวันตกฝรั่งเศสยังมีดินแดนในความปกครอง [The overseas departements (DOM) and the overseas territories (TOM)]
DOM : ได้แก่ Martinique, Guadeloupe, Guyana และ Reunion
TOM : ได้แก่ Saint-Pierre and Miquelon, Mayotte, French
Polynesia, Wallis and Futuna, New Caledonia และ เกาะบริเวณ Antarctic เช่น Terre Adlie และ Kerguelen

ประชากร 60,180,529 คน (กรกฎาคม 2546)

ภาษาราชการฝรั่งเศส (มีภาษา Dialects เช่น Breton, Provençal, Alsatian, Corsican เป็นต้น)


ศาสนา คริสต์ (90% โรมันคาธอลิค) นอกจากนั้นโปรเตสแตนท์ (2%) ยิว (1%) มุสลิม (5-10%) ไม่นับถือศาสนา 4%

เมืองหลวง กรุงปารีส

สกุลเงิน ยูโร (Euro) 1 ยูโรเท่ากับประมาณ 48.80 บาท (อัตราแลกเปลี่ยน วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2547)


วันชาติ 14 กรกฎาคม

ระบบการเมือง ประชาธิปไตย (สาธารณรัฐ)

ประมุข นาย Jacques Chirac ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีตั้งแต่ 17 พฤษภาคม 2538 และได้รับเลือกตั้งซ้ำเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2545 มีวาระ 5 ปี (เปลี่ยนจากวาระ 7 ปี ในปี 2544) การเลือกตั้งครั้งต่อไปจะมีขึ้นระหว่าง เมษายน-พฤษภาคม 2550


นายกรัฐมนตรี นาย Jean-Pierre Raffarin ได้รับแต่งตั้งเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2545 นายกรัฐมนตรีได้รับการเสนอชื่อจากเสียงข้างมากจากสภา
แห่งชาติ (สภาผู้แทนราษฎร) และได้รับการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
นาย Dominique de Villepin ได้รับแต่งตั้งเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2545

สถาบันทางการเมือง ประมุข รัฐบาล รัฐสภา
สาธารณรัฐที่ 5 เริ่มตั้งแต่ ค.ศ. 1958 จัดตั้งโดยนายพลเดอโกลล์ และ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน (ค.ศ. 1958) ได้รับการแก้ไขบางส่วนในปี ค.ศ. 1962 กำหนดให้ตำแหน่งประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐมาจากการเลือกตั้งโดยผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั่วไปทุก ๆ 7 ปี ต่อมา เมื่อวันที่ 24 กันยายน ค.ศ. 2000 ได้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ประธานาธิบดีอยู่ในวาระครั้งละ 5 ปี นับตั้งแต่การเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสในปี ค.ศ. 2002 เป็นต้นไป ประธานาธิบดีเป็นผู้แต่งตั้งนายกรัฐมนตรีและแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีตามการเสนอแนะของนายกรัฐมนตรี รัฐสภาฝรั่งเศส ประกอบด้วย 2 สภา คือ

1. สภาผู้แทนราษฎร (Assemblée Nationale) ได้รับเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนทั่วประเทศโดยมีอายุสมาชิกภาพครั้งละ 5 ปี มีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 577 คน

2. วุฒิสภา (Sénat) ได้รับเลือกตั้งทางอ้อมโดยผู้มีสิทธิ์ออกเสียงทั่วไปทุก ๆ 9 ปี และทุก 3 ปี จะมีการเลือกตั้งใหม่ 1 ใน 3 มีจำนวนสมาชิกวุฒิสภา 321 คน

การเมืองการปกครอง
การเมืองภายใน
- เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม ค.ศ. 2002 ชาวฝรั่งเศส 32,307,107คน (คิดเป็นร้อยละ 80.74 จากผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด 40,013,249 คน) ได้ไปใช้สิทธิลงคะแนนเลือกตั้งเลือกประธานาธิบดีฝรั่งเศสรอบ 2 ผลปรากฏว่าประธานาธิบดีฌ๊าค ชีรัค (Jacques Chirac) ผู้สมัครแนวอนุรักษ์ขวา-กลาง ได้รับเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีฝรั่งเศสอีกสมัยหนึ่งเป็นระยะเวลาอีก 5 ปี โดยได้รับคะแนนเสียงทั้งหมด 25,540,873 คะแนน หรือเท่ากับร้อยละ 82.21 ชนะคู่แข่งขัน คือนายชอง-มารี เลอ เพ็น (Jean-Marie Le Pen) ผู้สมัครแนวขวาจัด ซึ่งได้รับคะแนนเสียง 5,525,906 คะแนน หรือเท่ากับร้อยละ 17.79 ในการนี้ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีได้ส่งสารแสดงความยินดีประธานาธิบดีฌ๊าค ชีรัคในโอกาสได้รับเลือกตั้งซ้ำให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีฝรั่งเศสอีกสมัยหนึ่งแล้ว
- ภายหลังทราบผลการเลือกตั้งประธานาธิบดี เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม ค.ศ. 2002
นายลีโอแนล โจสแปง (Lionel Jospin) นายกรัฐมนตรีจากพรรคสังคมนิยม (PS) ซึ่งพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีรอบแรก โดยได้คะแนนเสียงเป็นอันดับ 3 ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ดังนั้นประธานาธิบดีชีรัค จึงได้แต่งตั้งนายชอง ปิแอร์ ราฟฟาแรง(Jean-Pierre Raffarin) เป็นนายกรัฐมนตรีเฉพาะกาล เพื่อทำหน้าที่ดูแลบริหารประเทศ
- การเลือกตั้งสมาชิกสภาแห่งชาติ (Assemblée Nationale) ของฝรั่งเศส จำนวน
577 คน (555 ที่นั่งจากเขตเลือกตั้งในประเทศและที่เหลือ 22 ที่นั่งจากดินแดนนอกประเทศ) จัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 9 มิถุนายน ค.ศ. 2002 และรอบที่สองเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน ค.ศ. 2002 ผลการลงคะแนนเสียงปรากฏว่า พรรค Union for the Presidential Majority-UMP ซึ่งเป็นพรรคขวา-กลาง โดยเป็นการรวมตัวกันของพรรค Rally for the Republic-RPR ส่วนใหญ่ของพรรค Union for the French Democracy-UDF และพรรค Liberal Democracy-DL โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อให้การสนับสนุนประธานาธิบดีฌ๊าค ชีรัค (Jacques Chirac) ได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้น โดยได้รับที่นั่งทั้งหมด 355 ที่นั่ง ตามมาด้วย พรรคสังคมนิยม (Parti Socialiste -PS) ได้รับ 140 ที่นั่ง พรรค Union for the French Democracy-UDF ซึ่งไม่ยอมย้ายไปรวมกับพรรค UMP ได้รับ 29 ที่นั่ง พรรคคอมมิวนิสต์ (Parti Communiste -PC) ได้รับ 21 ที่นั่ง พรรคฝ่ายขวาทั่วไปได้รับ 9 ที่นั่ง พรรค Radical of Lefts – PRG ได้รับ 7 ที่นั่ง พรรคฝ่ายซ้ายทั่วไปได้รับ 6 ที่นั่ง พรรค Green ได้รับ 3 ที่นั่งพรรค Rally for France-RPF ได้รับ 2 ที่นั่ง พรรค Liberal Democracy -DL ได้รับ 2 ที่นั่ง พรรค Movement Popular for France-MPF ได้รับ 1 ที่นั่ง พรรค Regionaliste-REG ได้รับ 1 ที่นั่ง และทั่วไป- DIV ได้รับ 1 ที่นั่ง ในขณะที่พรรคขวาจัด พรรค National Front -FN ของ นายชอง-มารี เลอเปน (Jean-Marie Le Pen) ซึ่งถึงแม้นายเลอ เปนได้รับคะแนนเสียงเป็นที่สองในการเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสเมื่อเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2002 แต่พรรค FN กลับไม่ได้รับที่นั่งแม้แต่ที่นั่งเดียวในการเลือกตั้งสภาแห่งชาติครั้งนี้
การเมืองระหว่างประเทศ
- ประธานาธิบดี Chirac ได้ให้ความสำคัญต่อประเด็นด้านเศรษฐกิจและการค้าระหว่างฝรั่งเศสกับประเทศในทวีปเอเชีย โดยคำนึงถึงศักยภาพทางเศรษฐกิจของเอเชียในอนาคต ถึงแม้ว่าภูมิภาคดังกล่าวจะประสบปัญหาวิกฤตการณ์ด้านเศรษฐกิจ โดยฝรั่งเศสได้เข้ามาลงทุนในภูมิภาคเอเชียเป็นลำดับที่ 4 รองจากญี่ปุ่น สหรัฐฯ และเยอรมัน นอกจากนี้ ในระหว่างการประชุมเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำปี ครั้งที่ 6 ระหว่างวันที่ 26 - 28 สิงหาคม ค.ศ. 1998 ประธานาธิบดีชีรัค ได้แสดงความสนใจต่อภูมิภาคเอเชียในด้านความมั่นคง โดยประธานาธิบดีชีรัค ได้เสนอจัดตั้ง “องค์กรเพื่อความมั่นคงในเอเชีย” (Organization de Sécurité à l’échelle de l'Asie tout entière) เพื่อสนับสนุนความมั่นคงให้เกิดขึ้นในภูมิภาค

การปกครองท้องถิ่นของฝรั่งเศส
ฝรั่งเศสมีการปกครองท้องถิ่น 3 รูปแบบ คือ

1. เทศบาล (Commune)
- เทศบาลเป็นการปกครองที่เล็กที่สุดแต่ก็เป็นการปกครองที่เก่าแก่ที่สุด ตั้งแต่
สมัยศตวรรษที่ 12 แต่ได้มีการจัดตั้งเป็นทางการตามกฎหมาย ในปี ค.ศ. 1789 (การปฏิวัติฝรั่งเศส) ปัจจุบันฝรั่งเศสมีเทศบาลประมาณ 36,763 แห่ง
- องค์การบริหารเทศบาลของฝรั่งเศสเรียกว่า Conseil Municipal ได้รับการเลือกตั้งโดยตรง ทุก 6 ปี และคณะกรรมการเทศบาลจะเลือกสมาชิกของคณะกรรมการ 1 คนทำหน้าที่นายกเทศมนตรี (Maire)
- นายกเทศมนตรีมีอำนาจในการบริหารภายในเทศบาล รวมทั้งเป็นตัวแทนของรัฐในการจัดทำนิติกรณ์ของรัฐ จดทะเบียนต่างๆ รักษาความสงบ จัดการเลือกตั้งภายใน รวมทั้งจัดทำประกาศต่างๆ ของรัฐ นอกจากนั้น นายกเทศมนตรียังทำหน้าที่ในการบริหารงบประมาณของเทศบาล และงานในความรับผิดชอบของเทศบาลนั้นๆ อาทิ โรงเรียน รถรับ-ส่งนักเรียน การกำจัดขยะสาธารณูปโภค ถนนหนทางภายในเทศบาล การวางผังเมือง ฯลฯ

2. จังหวัด (Departement)
- จังหวัดจัดตั้งขึ้นภายหลังการปฏิวัติฝรั่งเศส เมื่อปี ค.ศ. 1789 โดยถือหลักว่า
การเดินทางโดยใช้ม้าเป็นพาหนะ จากจุดใดๆ ก็ตามในแต่ละจังหวัดไปยังศาลากลางจังหวัดต้องสามารถไป-กลับได้ภายในช่วงพระอาทิตย์ขึ้นและตก ปัจจุบันฝรั่งเศสมีจังหวัด 100 แห่ง
- องค์การบริหารจังหวัดเรียกว่า Conseil Général เช่นเดียวกันมีการเลือกตั้งโดยตรงทุก 6 ปี และองค์การบริหารส่วนจังหวัดนี้ จะเลือกประธานเพื่อทำหน้าที่บริหาร โดยจะต้องเป็นผู้เตรียมการ และดำเนินการประชุมขององค์การบริหารส่วนจังหวัด บริหารงบประมาณ และบุคลากร
- หน้าที่ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดที่สำคัญๆ ได้แก่ การดำเนินการของวิทยาลัยจังหวัด การจัดการขนส่งภายใน การจัดการท้องถิ่น เป็นต้น
- โดยที่ฝรั่งเศสจัดว่าเป็นประเทศที่มีการปกครองแบบรวมศูนย์อำนาจเข้าสู่ส่วนกลางมาก ดังนั้น รัฐบาลฝรั่งเศสโดยระทรวงมหาดไทยโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี จึงได้มีการ แต่งตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด (Préfet) ไปทำหน้าที่บริหารงานในส่วนความรับผิดชอบของรัฐ ในจังหวัดนั้นๆ อาทิ การรักษาความสงบภายใน การจัดการเลือกตั้ง การให้ความช่วยเหลือในกรณีเกิดภัยพิบัติ รวมทั้งทำหน้าที่ในการประสานงานระหว่างรัฐบาลกลางกับองค์การบริหารส่วนจังหวัด

3. ภาคหรือมณฑล (Région)
- ภาคหรือมณฑลเป็นการปกครองส่วนท้องถิ่นที่เกิดขึ้นล่าสุด ตามนโยบาย
กระจายอำนาจเมื่อปี ค.ศ. 1986 เป็นการรวมหลายจังหวัดเข้าด้วยกัน โดยให้จังหวัดที่ใหญ่ที่สุดเป็นที่ตั้งของภาค และผู้ว่าราชการในจังหวัดนั้นเป็นผู้ว่าราชการการภาคด้วย ปัจจุบัน ฝรั่งเศสมี 26 ภาค
- องค์การบริหารภาคเรียกว่า Conseil Regional เช่นเดียวกันมีการเลือกตั้งโดยตรงทุก 6 ปี และองค์การบริหารภาคนี้ จะเลือกประธานเพื่อทำหน้าที่บริหาร โดยจะต้องเป็น ผู้เตรียมการ และดำเนินการประชุมขององค์การบริหารภาค ตลอดจนบริหารงบประมาณ และบุคลากรภายในภาค

ท่าทีของฝรั่งเศสในประเด็นต่างๆ

(1) ต่อสหประชาชาติ และ UNSC
- ฝรั่งเศสเห็นว่า UNSC ควรสะท้อนภูมิภาคของโลกให้ครบและเห็นด้วยกับการที่เยอรมนีและญี่ปุ่นจะเป็นสมาชิกถาวรของ UNSC แต่ไม่เห็นด้วยกับข้อเรียกร้องที่ให้ EU มีที่นั่งใน UNSC โดยเห็นว่า จะมีได้ก็ต่อเมื่อ EU มีนโยบายต่างประเทศและทางทหารร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรมเสียก่อน
- ให้คงสิทธิยับยั้ง (Veto) ของสมาชิกถาวรของ UNSC ไว้
- UNSC ต้องแก้ไขวิกฤตการณ์ต่าง ๆ ให้ได้ และควรให้องค์กรระดับภูมิภาคเข้าไปแก้ไขวิกฤตการณ์ก่อนในชั้นแรก เพื่อให้มีประสิทธิภาพ โดยแบ่งภาระรับผิดชอบระหว่างองค์กรระดับภูมิภาคกับ UNSC
- โดยที่กระแสโลกาภิวัฒน์ทำให้เครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติสามารถ อาศัยช่องว่างทางกฎหมายในประเด็นต่าง ๆ หลบเสียงการถูกดำเนินคดีได้ จึงควรสร้างความแข็งแกร่งให้ UN เพื่อต่อสู้กับเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ อาทิ จัดตั้งหน่วยงานพิเศษ ยกร่างกฎระเบียบใหม่ พัฒนาผู้เชี่ยวชาญ และการจัดทำสนธิสัญญาว่าด้วยองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ

(2) ต่อเรื่องความมั่นคง
- ฝรั่งเศสเรียกร้องให้มีการลงนามและให้สัตยาบันสนธิสัญญาห้ามทดลองอาวุธนิวเคลียร์ (Comprehensive Nuclear Test Ban Treaty - CTBT)
- เห็นควรให้จัดทำพิธีสารต่อท้ายว่าด้วยการห้ามอาวุธชีวภาพ
- สำหรับโครงการระบบป้องกันขีปนาวุธ (Anti - Missile Defense Ststem) ของสหรัฐฯ ฝรั่งเศสเห็นว่า โครงการป้องกันขีปนาวุธที่มีเพิ่มขึ้น ทำให้เป็นอันตราย เนื่องจากก่อให้เกิดการเสียดุลยภาพทางกลยุทธ์ในระดับโลก และมีผลกระทบต่อความตกลง Anti Ballistic Missile (ABM) และกระทบต่อที่ประชุมลดอาวุธที่กำลังชะงักงัน
- ไม่เห็นด้วยที่สหรัฐฯ จะติดตั้งระบบจรวดป้องกันขีปนาวุธ (Theatre Missile Defence - TMD) เนื่องจากจะผลักดันให้จีนพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์เร็วขึ้น และเกิดการแข่งขันติดอาวุธ และความตึงเครียดขึ้นในเอเชียเพียงเพราะนักอุตสาหกรรมของสหรัฐฯ ต้องการได้รับผลประโยชน์
- ยุโรปจำเป็นต้องระบบความมั่นคงที่เป็นอิสระ จะต้องมีกลไกที่สามารถรับมือกับวิกฤตการณ์ที่ส่งผลต่อความมั่นคงของยุโรป เช่น คณะกรรมการทางการเมืองและความมั่นคงในลักษณะคล้ายกับคณะมนตรีแอตแลนติกของ NATO

(3) ต่อสหภาพยุโรป
- ฝรั่งเศสเสนอให้เสริมกำลังให้กับ 3 สถาบันอันเป็นเสาหลักในการตัดสินใจของสหภาพยุโรป ได้แก่ คณะมนตรี คณะกรรมาธิการ และสภายุโรป และให้ประธานคณะมนตรีสหภาพยุโรปมาจากการเลือกตั้ง ภายหลังจากที่สหภาพยุโรปมีสมาชิกเพิ่มแล้ว

(4) ต่อ IMF
- ฝรั่งเศสเห็นควรให้มีการปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อให้โปร่งใส สามารถควบคุมการเคลื่อนย้ายเงินทุนได้ และสามารถลงโทษประเทศที่เป็น tax heaven หากทำผิดระเบียบ

(5) ต่อการค้าระหว่างประเทศ และ WTO
- ฝรั่งเศสต้องการให้มีกฎระเบียบที่ชัดเจนและเป็นธรรม
- เห็นว่า การค้าต่างประเทศต้องช่วยยกระดับความเป็นอยู่ทางสังคมให้ประชาชนได้ และควรให้มี “หน้าต่างทางสังคม” ในการพิจารณานโยบายทางการค้าของ WTO
- เห็นว่า ควรให้ GSP กับประเทศที่เคารพและทำตามมาตรฐานของ ILO
- ฝรั่งเศสมีท่าทีแข็งขันเพื่อป้องกันเกษตรกรของตนในการเจรจาการค้ารอบใหม่ โดยต้องการให้เจรจาครอบคลุมทุกเรื่อง และไม่ยอมให้มีการเจรจาเฉพาะเรื่อง
- ยืนยันการปฏิบัติตาม Agenda 2000 ของ EU และให้คำมั่นว่า จะไม่ทำให้การเสียสละของเกษตรกรฝรั่งเศสในเรื่องนี้ต้องเสียเปล่า
- ฝรั่งเศสต้องการยกเรื่องความปลอดภัยของสารอาหาร การเกษตรแบบยั่งยืนคุณภาพของผลผลิต และการอนุรักษ์อาหารพื้นเมืองของแต่ละประเทศขึ้นสู่การเจรจาการของ WTO

(6) ต่อการพัฒนาและสิ่งแวดล้อม
- ฝรั่งเศสให้ความสำคัญกับการให้ความช่วยเหลือประเทศยากจน และเสนอให้ลบล้างหนี้สินของประเทศยากจนที่สุด
- เห็นว่า กระแสโลกาภิวัฒน์ทำให้เกิดการพัฒนา แต่ก็ทำให้เกิดการกระจายรายได้ที่ไม่เป็นธรรมและปัญหาอื่น ๆ ยิ่งมีโลกาภิวัฒน์มากเท่าไร ยิ่งต้องมีกฎระเบียบมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านเศรษฐกิจการเงิน และต้องมีบรรทัดฐานทางสังคมและสิ่งแวดล้อม ฝรั่งเศสจึงสนับสนุน ปฏิญญาว่าด้วยหลักการและสิทธิพื้นฐานของแรงงานและให้ความสำคัญกับ ILO
- ฝรั่งเศสสนับสนุนพิธีสาร Montreal
- ฝรั่งเศสและ EU ได้เสนออนุสัญญาว่าด้วยป่าไม้และจะเพิ่มความพยายามในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลก

(7) ต่อโรค AIDS
- ฝรั่งเศสเสนอจัดตั้งกองทุน Theraputic Solidarity Fund เพื่อรณรงค์ให้ประชาคมนานาชาติดูแลรักษาผู้ป่วยโรค AIDS

(8) ต่อเรื่องศาลอาญาระหว่างประเทศ
- ฝรั่งเศสได้แก้ไขรัฐธรรมนูญของตนแล้วเพื่อรองรับอำนาจของศาลอาญาระหว่างประเทศ
- ต้องการให้มีการจัดตั้งศาลอาญาระหว่างประเทศขึ้นโดยเร็ว โดยเห็นว่าเป็นความก้าวหน้าทางกฎหมายที่สำคัญยิ่ง

(9)ต่อกระบวนการสันติภาพในตะวันออกกลาง
- ฝรั่งเศสมีความสัมพันธ์แนบแน่นกับประเทศกลุ่มอาหรับ และมีความโน้มเอียงให้ความสนับสนุน Palestine มาโดยตลอด
- ฝรั่งเศสตำหนิรัฐบาลอิรักว่า เป็นระบอบที่ท้าทายกฏเกณฑ์ระหว่างประเทศซึ่งกำหนดโดยคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ ทำให้สร้างความทุกข์ยากให้ประชาชนอิรัก และข่มขู่ความมั่นคงปลอดภัยของประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งล้วนเป็นพฤติกรรมที่ไม่สามารถยอมรับได้ ฝรั่งเศสย้ำว่า ไม่ควรมีการปฏิบัติการทางทหารใดๆ โดยปราศจากการตัดสินใจของคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ

(10) ต่อกลุ่มประเทศเมดิเตอร์เรเนียน
- สนับสนุนให้มีการพัฒนาในภูมิภาคนี้ และเห็นว่ามีศักยภาพที่จะเป็นภูมิภาคแห่งสันติภาพ ความร่วมมือและการพัฒนา และจะเสนอให้มีการประชุมสุดยอดของกลุ่มประเทศนี้

(11) ต่อภูมิภาคแอฟริกา
- ฝรั่งเศสถือเป็นหน้าที่ที่จะต้องเป็นปากเสียงให้ภูมิภาคนี้

(12) ต่อสหรัฐอเมริกา
- ฝรั่งเศสต้องการให้มีการถ่วงดุลอำนาจของสหรัฐฯ เพื่อให้เกิดระบบพหุภาคี
ที่มีความสมดุลอย่างแท้จริงขึ้น โดยเห็นว่าบางครั้งสหรัฐฯ ดำเนินนโยบาย ต่างๆ ที่ “เกินเลย”
- ไม่พอใจที่สหรัฐฯ มีแนวโน้มว่าจะเป็นผู้ควบคุมตลาดอาหารโลก และเห็นว่าสหรัฐฯ สนับสนุนเกษตรกรของตนแบบแอบแฝงโดยไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง Marrakech

การให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนา
- ฝรั่งเศสจะเพิ่มงบประมาณความช่วยเหลือด้านการพัฒนาขึ้นเป็น 2 เท่า ภายใน 5 ปี (ค.ศ. 2002-2007) โดยฝรั่งเศสถือว่า ตนมีหน้าที่ในด้านการส่งเสริมการอยู่ร่วมกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่ถูกลืมไปในระยะเวลาที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทวีปแอฟริกา ในปี ค.ศ. 2002 ฝรั่งเศสตั้งงบประมาณเงินช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาของฝรั่งเศส เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 0.36 ของ GDP สูงที่สุดในกลุ่ม G8 (ญี่ปุ่นให้ 0.25% ของ GDP สหรัฐฯ ให้ 0.08 ของ GDP)
- เมื่อต้นปี ค.ศ. 1999 ฝรั่งเศสปรับองค์กรและนโยบายในการให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาใหม่ โดยรวมกระทรวงความร่วมมือเข้ากับกระทรวงการต่างประเทศ และจัดตั้งกรมใหม่คือ กรมรับผิดชอบความร่วมมือระหว่างประเทศและการพัฒนา (Direction - Générale Chargée de la Cooperation Internationale et du Développement - DGCID) เพื่อรวมงานความช่วยเหลือระหว่างประเทศไว้แห่งเดียว และให้ครอบคลุมการดำเนินการ ทั้งด้านวัฒนธรรม การศึกษา การพัฒนา ฯลฯ และกำหนดรายชื่อประเทศภายใต้ La Zone de Solidarité Prioritaire (ZSP) เพื่อจัดลำดับความสำคัญของประเทศที่จะได้รับความช่วยเหลือจากฝรั่งเศส ซึ่งจะปรับเปลี่ยนได้ทุกปี ZSP ประกอบด้วยประเทศทั้งที่ใช้ภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาราชการในแอฟริกาและอินโดจีนและประเทศที่ใช้ภาษาอื่น ๆ ฝรั่งเศสมีงบประมาณเพื่อการนี้ โดยในจำนวนนี้ให้กับประเทศแอฟริการ้อยละ 51.6 ให้ประเทศอาหรับร้อยละ 15 ประเทศเอเชียร้อยละ 5 อเมริกาใต้ร้อยละ 4 ตะวันออกกลางร้อยละ 3 และเอเชียใต้ร้อยละ 1
- กรมความร่วมมือระหว่างประเทศฯ (DGCID) จะดำเนินการตามที่ได้รับนโยบายจากคณะกรรมการระหว่างกระทรวง (Comité Interministeriel de la Cooperation Internationale et du développement) ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และประกอบด้วยรัฐมนตรีจากกระทรวงที่เกี่ยวข้อง คือ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการคลัง กระทรวงกลาโหม กระทรวงศึกษาธิการฯ กระทรวงสาธารณสุข โดยมีการประชุมอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง และยังมีคณะที่ปรึกษาเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศ (Un Haut Conseil de la Coopération Internationale) เป็นองค์กรให้นโยบายอีกแห่งหนึ่ง
- นอกจากนั้น ฝรั่งเศสยังให้ความสำคัญกับการเผยแพร่วัฒนธรรมฝรั่งเศสมาก และต้องการบำรุงรักษาและต่อสู้ให้ภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาที่ใช้ในการสื่อสาร และแพร่ขยายวัฒนธรรมของฝรั่งเศส จึงได้จัดตั้งหน่วยงาน Edufrance ขึ้นเพื่อให้ทุนการศึกษาระดับสูง เพื่อ “สร้างคน” ที่จะเป็นผู้ทำให้ อิทธิพลของฝรั่งเศสแพร่หลายเพิ่มขึ้นทั่วโลก



 

ข้อมูลอิตาลี
ชื่อประเทศตามภาษาพื้นเมือง Repubblica Italiana

ที่ตั้ง ตอนใต้ของทวีปยุโรป โดยมีลักษณะเป็นคาบสมุทรยื่นออกไปในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน พื้นที่ร้อยละ 75 เป็นภูเขาและที่ราบสูง
อาณาเขต ทิศเหนือ จรดสวิตเซอร์แลนด์และออสเตรีย ทิศใต้ จรดทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและทะเลไอโอเนียน ทิศตะวันตก จรดฝรั่งเศส และทะเลไทเรเนียน(Tyrrhenian) ทิศตะวันออก จรดทะเลอาเดรียติก และอยู่ตรงข้ามกับสโลเวเนียโครเอเชีย บอสเนีย มอนเตเนโกร และแอลเบเนีย

พื้นที่ 116,303 ตารางไมล์ หรือ 301,225 ตารางกิโลเมตร นอกจากดินแดนที่เป็นคาบสมุทรแล้ว อิตาลียังประกอบด้วยเกาะซาร์ดิเนียและซิซิลีด้วย พื้นที่ร้อยละ 57 เป็นพื้นที่เกษตรกรรม ร้อยละ 21 เป็นป่า

ภูมิอากาศ แบบเมดิเตอร์เรเนียน

ประชากร 57.7 ล้านคน (ค.ศ. 2002) ความหนาแน่นของประชากร 200 คน ต่อ 1 ตารางกม. อัตราการเพิ่ม 0.05% มีประชากรในวัยทำงาน (workforce) 23.8 ล้านคน (โดยอยู่ในภาคบริการ 56.7 % ภาคอุตสาหกรรมและพาณิชย์ 28.9 % ภาคเกษตร 4.6% และว่างงาน 9.6%) เชื้อชาติ ส่วนใหญ่คืออิตาเลียน และมีชนกลุ่มน้อยเชื้อชาติอื่นๆคือ เยอรมัน ฝรั่งเศส สโลเวเนีย และแอลเบเนีย

เมืองหลวง โรม (Rome/Roma) ประชากร 2.7 ล้านคน

เมืองสำคัญ โรม มิลาน เนเปิลส์ ตูริน เจนัว

ภาษาราชการ อิตาเลียน และมีภาษาเยอรมันเป็นภาษารอง โดยเฉพาะบริเวณแคว้น Trentino-Alto Adige ที่ติดกับออสเตรีย และภาษาฝรั่งเศสในแคว้น Valle d’Aosta นอกจากนี้ สามารถใช้ภาษาสเปนกับชาวอิตาเลียนได้ อนึ่ง ในอิตาลีมีภาษาท้องถิ่น อาทิ TUSCAN dialect

ศาสนา ส่วนใหญ่โรมันแคธอลิก (98%) แต่ให้เสรีภาพทุกศาสนาอิตาลีรับรองสถานะพุทธศาสนาอย่างเป็นทางการตั้งแต่มีนาคม ค.ศ. 2000

สกุลเงิน Euro
วันหยุดราชการ วันขึ้นปีใหม่, วัน Epiphany (6 ม.ค.), วัน Easter Sunday and Monday วัน Liberation Day (25 เม.ย), วันแรงงาน (1 พ.ค.), วัน Assumption (15 ส.ค.), วัน All Saints Day (1 พ.ย.),วัน Immaculate Conception (8 ธ.ค.), วัน Christmas (25-26 ธ.ค.)

ประธานาธิบดี Mr. Carlo Azeglio Ciampi (นาย คาร์โล อาเซกลิโอ ชัมปี)( เข้ารับตำแหน่ง 14 พฤษภาคม ค.ศ. 1999)

นายกรัฐมนตรี Mr. Silvio Berlusconi (เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน ค.ศ. 2001)

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ Mr. Franco Frattini (เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน ค.ศ. 2002)

การเมืองการปกครอง
บริเวณที่เป็นอิตาลีในปัจจุบันมีการตั้งถิ่นฐานมาตั้งแต่ 800 ปีก่อนคริสตกาล และถูกรวมอยู่ในอาณาจักรโรมันตะวันตกในระหว่างศตวรรษที่ 1-5 จากนั้นกลายเป็นสมรภูมิหลายครั้งในความขัดแย้งอันยาวนานระหว่างสันตปาปาที่กรุงโรมกับจักรพรรดิของอาณาจักรโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ (the Holy Roman Empire) ดินแดนภาคกลางและภาคเหนือของอิตาลีเริ่มรุ่งเรืองเป็นศูนย์กลางการค้าในศตวรรษที่ 11 และเสื่อมลงหลังศตวรรษที่ 16 แต่ในช่วงศตวรรษที่ 16-17 อิตาลีเข้าสู่ยุค Renaissance และได้เป็นแหล่งกำเนิดศิลปวิทยาการตลอดจนวรรณกรรมชิ้นเอกจำนวนมากที่เป็นพื้นฐานของอารยธรรมตะวันตกยุคต่อมา อาทิ ผลงานของ Machiavelli, Boccaccio, Petrash, Tasso, Raphael, Botticelli, Michaelangelo และ Leonardo da Vinci ช่วงกลางศตวรรษที่ 19 เกิดขบวนการชาตินิยมที่นำไปสู่การรวมอิตาลีได้ทั้งหมด ในปี ค.ศ.1870 และจากนั้นมาจนปี ค.ศ. 1922 อิตาลีอยู่ภายใต้ระบบกษัตริย์ที่มีรัฐสภาและการเลือกตั้งแบบจำกัด
ในช่วงต้นของสงครามโลกครั้งที่ 1 อิตาลีเป็นพันธมิตรกับเยอรมนีและออสเตรีย-ฮังการี แต่กลับมาเข้าข้างฝ่ายสัมพันธมิตรในช่วงเกือบสิ้นสุดสงครามในปี ค.ศ. 1915 จึงได้รับดินแดนบางส่วนของออสเตรียมาอยู่ใต้อิตาลี ในปี ค.ศ. 1922 Benito Mussolini ขึ้นมามีอำนาจกว่า 2 ทศวรรษต่อมา อิตาลีตกอยู่ใต้ระบอบ Fascism ซึ่งเรียกกันว่า “Corporate State” โดยยังมีกษัตริย์เป็นประมุขแห่งรัฐเพียงในนาม
ในสงครามโลกครั้งที่ 2 อิตาลีเข้าข้างฝ่ายอักษะ แต่หลังจากฝ่ายสัมพันธมิตรยึดเกาะซิซิลีได้ในปี ค.ศ. 1943 มุสโสลินีถูกกษัตริย์ปลดจากตำแหน่ง นายพล Pietro Badaglio ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีแทน และอิตาลีหันไปประกาศสงครามกับเยอรมนี หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ระบบกษัตริย์ถูกล้มเลิก และอิตาลีเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นสาธารณรัฐในระบอบประชาธิปไตยตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน ค.ศ. 1946 แลประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับแรกเมื่อวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1948 ซึ่งยังใช้มาจนปัจจุบัน

ระบบการเมืองการปกครอง รัฐธรรมนูญอิตาลีกำหนดให้อิตาลีมีรูปแบบการปกครอง ฅามระบอบสาธารณรัฐแบบ ประชาธิปไตย โดยมีประธานาธิบดี ดำรงตำแหน่งประมุขของประเทศ มีนายกรัฐมนตรีทำหน้าที่หัวหน้าฝ่ายบริหาร และมีฝ่ายตุลาการแยกเป็นอิสระ
ประธานาธิบดี ได้รับเลือกตั้งจาก รัฐสภาและผู้แทนภูมิภาค (Regional Representatives) ดำรงตำแหน่งเป็นเวลา 7 ปี
ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน ซึ่งได้รับเลือกตั้งให้เป็นประธานาธิบดีคนที่ 10 เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม ค.ศ.1999 คือ นาย Carlo Azeglio Ciampi (คาร์โล อาเซกลิโอ ชัมปี) จะครบวาระในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2006
นายกรัฐมนตรี (President of the Council of Ministers) มาจากการเลือกตั้งโดยตรง โดยได้รับแต่งตั้งจากประธานาธิบดี
นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน คือ นาย Silvio Berlusconi เข้ารับหน้าที่เมื่อ 11 มิถุนายน ค.ศ. 2001 นายกรัฐมนตรีเป็นผู้จัดตั้งคณะรัฐบาล (Council of Ministers) โดยได้รับความเห็นชอบจากประธานาธิบดี

ระบบการเลือกตั้งของอิตาลีในปัจจุบัน เป็นการลงคะแนนเสียงผสมระหว่างแบบเสียงข้างมาก (first-past-the post) ร้อยละ 75 และกแบบสัดส่วนอีกร้อยละ 25 การเลือกตั้งครั้งล่าสุดมีเมื่อ 13 พฤษภาคม 2001 การเลือกตั้งจะมีขึ้นทุก 5 ปี หรือเร็วกว่านั้นหากประธานาธิบดีไม่อาจสรรหานายกรัฐมนตรีที่มีความสามารถในการจัดตั้งคณะรัฐบาลให้ได้รับความไว้วางใจจากรัฐสภา และการเลือกตั้งของทั้ง 2 สภาจะมีขึ้นในเวลาเดียวกันผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี

รัฐสภา รัฐสภาอิตาลีประกอบด้วย2 สภา คือ สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ประธานรัฐสภาได้แก่ประธานสภา ผู้แทนราษฎร (Chamber of Deputies) การบัญญัติกฎหมายใดๆ จะต้องได้รับความเห็นชอบจากทั้ง 2 สภาวาระการดำรงตำแหน่งของสมาชิกทั้ง 2 สภาคือ 5 ปี และการเลือกตั้งจะทำพร้อมกันทั้ง 2 สภา โดยจะมีขึ้น ทุก 5 ปี หรือเร็วกว่านั้นหากประธานาธิบดีไม่อาจสรรหานายกรัฐมนตรีที่สามารถจัดตั้งคณะรัฐบาลให้ทั้ง 2 สภาให้ความเห็นชอบได้ การเลือกตั้งครั้งสุดท้ายคือเมื่อวันที่13พฤษภาคม 2001สภาผู้แทนราษฎร (Chamber of Deputies/Camera dei Deputati)
ประกอบด้วยสมาชิกจำนวน 630 คน โดย 475 คนมาจากการเลือกตั้งโดยตรง และอีก 155 คนมาจากการเลือกตั้งแบบสัดส่วนจากแคว้นต่างๆ (regional proportion representation) ผู้สมัครเข้ารับการเลือกตั้งจะต้องมีอายุตั้งแต่ 25 ปีขึ้นไป ประธานสภาผู้แทนราษฎรคนปัจจุบันคือนาย Marcello Pera วุฒิสภา (Senate/Senato della Repubblica) ประกอบด้วยสมาชิกจำนวน 326 คน โดย 315 คนมาจากการเลือกตั้งทั่วไป (popular vote) จากแคว้น (regions) ต่างๆ ทั่วประเทศ และมีวุฒิสมาชิกตลอดชีพอีกจำนวนหนึ่ง (ปัจจุบันมี 11 คน) ซึ่งจะแต่งตั้งจากบุคคลชั้นนำของสังคม ประธานวุฒิสภาคนปัจจุบันคือนาย Pier Ferdinando Casini โดยได้รับการคัดเลือกเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม ค.ศ. 2001

การปกครองส่วนท้องถิ่น อิตาลีแบ่งเขตการปกครองออกเป็น 20 แคว้น
หรือภูมิภาค (regions) (และแบ่งเป็น 94 จังหวัด) ได้แก่ Abruzzo, Basilicata, Calabria,Campania, Emilia-Romagna,Fuiuli-Venezia Giulia, Lazio,Liguria, Lombardia, Marche,Molise, Piemonte, Puglia,Sardegna (Sardinia), Sicilia (Sicily)Toscana, Trentino-Alto Adige, Umbria, Valle d’Aosta, Veneto,โดยมี 5 แคว้นคือ Fuiuli-Venezia Giulia,Sardinia, Sicily, Trentino-Alto Adige, และ Valle d’Aosta ได้รับสถานะพิเศษตามรัฐธรรมนูญให้ปกครองตนเอง

ในแต่ละแคว้นจะมีองค์กรการปกครองหลักอยู่ 3 องค์กร คือ
- คณะมนตรีแคว้น (Regional Council) ทำหน้าที่ตรากฎหมายและระเบียบข้อบังคับในเขตอำนาจ
- คณะมนตรีกรรมการ (The Junta) ทำหน้าที่เป็นฝ่ายบริหาร
- ประธานคณะกรรมการ (The President of the Junta) ทำหน้าที่คล้ายนายกรัฐมนตรีในเขตอำนาจ แต่ทั้งนี้ ก็จะมีผู้แทนของรัฐบาลคนหนึ่งอยู่ประจำ ณ นครหลวงของแคว้นนั้นๆ คอยควบคุมดูแลการบริหารของรัฐบาลท้องถิ่นและทำหน้าที่ประสานงานระหว่างรัฐบาลท้องถิ่นกับรัฐบาลกลาง

พรรคการเมืองในอิตาลี
อิตาลีมีกลุ่มพรรคการเมืองใหญ่อยู่ 3 กลุ่ม คือ
1) กลุ่ม Ulivo หรือ Olive Tree ประกอบด้วยพรรค Democratic Left (Democratici di Sinistra – DS), Italian Popular Party (Partito Popolare Italiano – PPI), Italian Renewal (Rinnovamento Italiano – RI), และพรรค Green (I – Verdi)
2) กลุ่ม Pole for Freedom หรือ Polo (Polo per la Liberta) หรือ Freedom Alliance
เป็นกลุ่มฝ่ายกลาง-ขวา และเป็นฝ่ายค้านในรัฐบาลชุดที่ 56 ประกอบด้วยพรรค Forza Italia, Alleanza Nazionale – AN และ Centro Cristiano Democratico – CCD
3) กลุ่มThe Clover ประกอบด้วย 3 กลุ่ม คือพรรค Social Democrat (SDI) พรรค Republican และกลุ่มนักการเมืองฝ่ายขวาของอดีตประธานาธิบดี Francesco Cossiga
ส่วนพรรคการเมืองอื่นๆ มีอาทิ
- Union of Democrats for Europe (UDEUR) ซึ่งคือพรรค Unione Democratica per la Republica หรือ UDR เดิม)
- Democrat Party (ก่อตั้งโดยอดีตนรม. Romano Prodi)
- Northern Leaque (Liga Nord)
- Communist Party (Partito dei Comunisti Italiani – PDCI)
- Partito Rifondazione Comunista (PRC)
- Tyrolese Peoples’ Party (SVP)
- Val d’Aosta Union (UDV)
- La Rete

การเมืองภายในของอิตาลี เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2001 ได้มีการเลือกตั้งทั่วไปในอิตาลี ผลปรากฏว่า กลุ่มพรรคฝ่ายขวานำโดยนาย Silvio Berlusconi ได้รับชัยชนะการเลือกตั้งได้เสียงข้างมากในวุฒิสภาจำนวน 177 ที่นั่ง และได้ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 368 ที่นั่ง จากทั้งหมด 630 ที่นั่ง ในการเลือกตั้งดังกล่าว นอกจากจะเป็นการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (315) ที่นั่ง และสภาผู้แทนราษฎร (630 ที่นั่ง) แล้ง ยังรวมถึงการเลือกตั้งองค์กรบริหารส่วนท้องถิ่นและเทศบาลด้วย ซึ่งได้แก่ การเลือกตั้งประธานและสมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัด 5 จังหวัด (จาก 20 จังหวัด) และเลือกตั้งนายกเทศมนตรีและสมาชิกสภาเทศบาลของเมืองต่างๆ รวม 1,266 แห่งทั่วประเทศ
สำหรับการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีและสภาเทศบาลของเมืองที่มีประชากรน้อยกว่า 15,000 คน (จำนวน 1,139 แห่ง) จะใช้ระบบเสียงส่วนใหญ่ของบัญชีรายชื่อพรรค (Party List Majority System) คือ ผู้มีสิทธิลงคะแนนครั้งเดียวและผู้สมัครที่ได้รับเสียงสูงสุดจะได้รับเลือกรวมทั้งพรรคการเมืองในบัญชีรายชื่อของผู้สมัครดังกล่าวจะได้ที่นั่ง 2/3 ในสภาเทศบาลเมืองนั้นไปโดยอัตโนมัติ ส่วนที่นั่งที่เหลือ 1/3 จะแบ่งตามสัดส่วนของบัญชีรายชื่อพรรคการเมืองที่ได้คะแนนเสียงรองๆ ลงไป สำหรับเมืองที่มีประชากรเกิน 15,000 คน (จำนวน 127 เมือง) จะใช้ระบบลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง 2 ครั้ง กล่าวคือ ในการเลือกตั้งรอบแรกวันที่ 13 พฤษภาคม ค.ศ. 2001 หากไม่มีผู้ใดได้รับคะแนนสูงสุดเด็ดขาด (absolute majority) จะมีการลงคะแนนรอบที่ 2 (runoff) ในวันที่ 27 พฤษภาคม ค.ศ. 2001 โดยถือเอาผู้ได้รับเสียงข้างมากปกติเป็นผู้ชนะ ทั้งนี้ ผลการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีในเมืองสำคัญๆ ในรอบ 2 ส่วนใหญ่ ผู้สมัครจากพรรคฝ่าย Center-Left ได้รับชัยชนะ ไดแก่ กรุงโรม เมืองเนเปิลส์ และเมืองตูริน เป็นต้น สำหรับเมืองมิลาน(เมืองใหญ่อันดับ 2 รองจากกรุงโรม) ผู้สมัครจากพรรค Center-Right ได้รับชัยชนะด้วยคะแนนสูงสุดเด็ดขาดจากการลงคะแนนเสียงรอบแรก

บทบาทของอิตาลีในเวทีระหว่างประเทศ
บทบาทของอิตาลีทางด้านการเมืองระหว่างประเทศเพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับ นับตั้งแต่อิตาลีเป็นประธานสหภาพยุโรปในปี ค.ศ. 1996 โดยมีบทบาทในการแก้ไขปัญหาตะวันออกกลาง การส่งกองกำลังเข้าไปรักษาสถานการณ์ในยูโกสลาเวียและแอลเบเนีย การคัดค้านการเสนอขอให้เยอรมนีและญี่ปุ่นเข้าเป็นสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ การผลักดันให้อิตาลีเข้าสู่สหภาพเศรษฐกิจการเงิน (Economic and Monetary Union - EMU) กลุ่มแรกในปี ค.ศ.1999 นอกจากนี้ อิตาลีได้สนใจภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกมากขึ้น โดยได้กำหนดยุทธศาสตร์ใหม่เพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางด้านเศรษฐกิจวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระหว่างภาครัฐบาลและภาคเอกชนของทั้งสองฝ่ายให้มากขึ้น
ในเรื่องการปฏิรูปคณะมนตรีความมั่นคงของสหประชาชาติ อิตาลีไม่เห็นด้วยกับการเพิ่มจำนวนสมาชิกถาวรอีก 2 ประเทศ (ญี่ปุ่นและเยอรมนี) เพราะจะทำให้กลุ่มประเทศพัฒนาแล้วมีอภิสิทธิ์ยิ่งขึ้นไปอีก คณะมนตรีความมั่นคงฯ จึงควรปฏิรูปโดยการเพิ่มจำนวนสมาชิกไม่ถาวรฯ และให้ประเทศเล็กได้เข้าเป็นสมาชิก โดยให้เพิ่มจำนวน 8-10 ที่นั่ง และใช้ระบบหมุนเวียนตามสัดส่วนของภูมิภาค (ถ้าเพิ่ม 10 ที่นั่ง 5 ที่นั่งควรเป็นของทวีปแอฟริกาและเอเชีย 2 ที่นั่งเป็นของกลุ่มประเทศลาตินอเมริกา 2 ที่นั่งเป็นของยุโรปตะวันตกและ 1 ที่นั่งเป็นของยุโรปตะวันออก) โดยมีวาระดำรงตำแหน่งครั้งละ 2 ปี แต่ไม่เกิน 4 ปีติดต่อกัน ทั้งนี้ สมัชชาฯ จะเป็นผู้กำหนดหลักเกณฑ์ในการเลือกสมาชิกไม่ถาวร โดยผู้รับเลือกจะต้องได้รับคะแนนเสียง 2 ใน 3 ของสมาชิกสมัชชาฯ และห้ามเลือกตั้งซ้ำและลงสมัครติดต่อกัน
-นาย Romano Prodi อดีตนายกรัฐมนตรีอิตาลี เป็นประธานคณะกรรมาธิการยุโรปคนปัจจุบัน อิตาลีมีส่วนร่วมในการฟื้นฟูบูรณะ Kosovo และคาบสมุทรบอลข่าน โดยให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ชาว Kosovo ในรูปของโครงการพัฒนาต่างๆ รวมทั้งสร้างที่พักและสถานพยาบาล ให้ความช่วยเหลือฉุกเฉินแก่ผู้ลี้ภัย หรือ Operation Rainbow ซึ่งได้รับเงินบริจาคจากชาวอิตาเลียน นอกจากนี้ยังบริจาคให้การปฏิบัติงานของUNHCR ให้ความช่วยเหลือสำหรับการฟื้นฟูบูรณะโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ผ่านองค์กรกองทุนระหว่างประเทศสำหรับการพัฒนาการเกษตร (IFAD) และ UNOPS และให้กับโครงการอาหารโลก (WFP) สำหรับผู้ได้รับผลกระทบวิกฤตการณ์ในคาบสมุทรบอลข่าน นอกจากนั้น รัฐบาลอิตาลียังหาทางให้นักธุรกิจอิตาลีมีช่องทางเข้าไปมีส่วนร่วมในการกำหนดแผนงานและกระบวนการประมูลในโครงการฟื้นฟูบูรณะคาบสมุทรบอลข่านตั้งแต่ต้น รวมทั้งกระตุ้นให้ภาคเอกชนเข้าไปมีบทบาทในการสร้างตลาดการค้าที่ทันสมัยในคาบสมุทรบอลข่าน และรัฐบาลยังเพิ่มบทบาทในการสร้างเครือข่ายในภูมิภาคเพื่อการร่วมมือกันพัฒนาและแก้ไขปัญหาต่างๆ ในภูมิภาค ควบคู่ไปกับการเร่งกระชับความสัมพันธ์
ทวิภาคีกับประเทศในภูมิภาคยุโรปใต้ 

ข้อมูลเยอรมันนี
ที่ตั้ง ตอนกลางของทวีปยุโรป ทิศเหนือจรดเดนมาร์ก ทิศใต้จรดสวิตเซอร์แลนด์และออสเตรีย ทิศตะวันออกจรดสาธารณรัฐเช็กและโปแลนด์ ทิศตะวันตกจรดเนเธอร์แลนด์ เบลเยียม ลักเซมเบิร์ก และฝรั่งเศส

พื้นที่ 356,700 ตารางกิโลเมตร (เยอรมนีตะวันตกเดิม 249,000 ตารางกิโลเมตรและเยอรมนีตะวันออกเดิม 108,000 ตารางกิโลเมตร)

ประชากร 83.2 ล้านคน (ปี 2545 คาดการณ์) พลเมืองส่วนใหญ่เป็นชาวเยอรมนี มีชาวต่างชาติประมาณร้อยละ 9 ของประชากรทั้งหมด

ภาษาราชการ เยอรมนี

ศาสนา สองในสามของพลเมืองในเยอรมนีนับถือศาสนาคริสต์ประกอบด้วยผู้นับถือ ศาสนาคริสต์นิกาย Protestant ประมาณ หนึ่งในสาม และ นิกาย Catholic ประมาณ หนึ่งในสาม

เมืองหลวง เบอร์ลิน

สกุลเงิน 1 ยูโร = 49 บาท (6 มิถุนายน 2546)

วันชาติ 3 ตุลาคม (วันรวมประเทศ)

ระบบการเมือง มีการปกครองตามระบอบเสรีประชาธิปไตยแบบสหพันธรัฐ ประกอบด้วยมลรัฐ 16 รัฐ ซึ่งมีรัฐสภาและรัฐบาลของตนเอง

ประธานาธิบดี นาย Johannes Rau (เข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนกรกฎาคม 2542)

นายกรัฐมนตรี นาย Gerhard Schroeder (เข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนตุลาคม 2541)

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นาย Joschka Fischer (เข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนตุลาคม 2541)

สถาบันทางการเมือง ฝ่ายนิติบัญญัติ ประกอบด้วยรัฐสภา(Bundestag)และสภาพันธรัฐ หรือสภาสูง (Bundesrat) ฝ่ายบริหาร (รัฐบาล) ประกอบด้วประธานาธิบดี เป็นประมุขและนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้ารัฐบาล

ประเทศคู่ค้าที่สำคัญ สหภาพยุโรป ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร เนเธอร์แลนด์ ออสเตรีย เบลเยียม อิตาลี ญี่ปุ่น สเปน สวิตเซอร์แลนด์

สินค้าเข้า ยานพาหนะ เครื่องจักรกลทางอุตสาหกรรม อาหาร สิ่งทอ ผลิตภัณฑ์ทางวิศวกรรมด้านไฟฟ้า ปิโตรเลียม

สินค้าออก เครื่องจักรกลทางอุตสาหกรรม ยานพาหนะและอุปกรณ์ เคมีภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ทางวิศวกรรมด้านไฟฟ้า เหล็ก อาหาร สิ่งทอ

ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(GDP)1.97 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (2545)

ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศต่อหัว(GDP per head) 62,600 ดอลลาร์สหรัฐ (2545 คาดการณ์)

อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ เฉลี่ยร้อยละ 0.2 (2545)

อัตราเงินเฟ้อ เฉลี่ยร้อยละ 1.3 (2545)

ภาวะการจ้างงาน อัตราการว่างงาน เฉลี่ยร้อยละ 10.1 (2545)

ดุลการค้าได้เปรียบดุลการค้า 126.1 พันล้านยูโร (2545 คาดการณ์)

การเมืองการปกครอง
สภาวะทางการเมืองปัจจุบัน
เยอรมนีได้จัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2545 ซึ่งพรรคร่วมรัฐบาลระหว่างพรรค SPD และพรรค Greens ได้รับ
ชัยชนะและครองคะแนนเสียงข้างมากและได้จัดตั้งรัฐบาลผสมร่วมกันอีกครั้ง ซึ่งนาย Gerhard Shroeder ได้สาบานตนเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และรัฐบาลได้แถลงนโยบายต่อสภาผู้แทนราษฎรและเข้ารับหน้าที่อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2545 โดยมีนโยบายหลัก คือ 1) ยุทธศาสตร์การลงทุนในด้านการศึกษาและวิจัย สาธารณูปโภคพื้นฐาน ครอบครัว และสิ่งแวดล้อม 2) การมีวินัยในการใช้งบประมาณ และการตัดการใช้จ่าย และเงินช่วยเหลือภาครัฐ 3) การลดภาษีที่ยั่งยืน 4) ปฏิรูปโครงสร้างด้านแรงงาน และสาธารณสุข และการประกันสังคม และ 5) การลดขั้นตอนทางราชการที่ไม่จำเป็น ในด้านความมั่นคง จะมีการเสริมสร้างค่านิยม และกองกำลังตำรวจที่ให้ความสำคัญด้านการรับผิดชอบต่อสังคม และระบบยุติธรรมอิสระ และการเสริมสร้างความมั่นคงโลก โดยเฉพาะการต่อต้านการก่อการร้าย การเสริมสร้างความมั่นคงในคาบสมุทรบอลข่าน รัฐบาลเยอรมนีจะสนับสนุนยุทธศาสตร์การป้องกันความขัดแย้งโดยการส่งเสริมความมั่นคงของสังคมและสิ่งแวดล้อม ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และการเคารพสิทธิมนุษยชน และชนกลุ่มน้อย รวมทั้งการส่งเสริมการขจัดความยากจนอย่างเป็นระบบ การเปิดตลาดสินค้า และความพยายามในการป้องกันสภาวะอากาศโลก และการใช้พลังงานที่ไม่เป็นภัยต่อสิ่งแวดล้อม โดยเยอรมนีตระหนักถึงพันธมิตร และบทบาทของเยอรมนีในสหภาพยุโรป และมิตรภาพกับสหรัฐฯ
คณะรัฐมนตรีปัจจุบันประกอบด้วยรัฐมนตรี 14 คน มีขนาดเล็กที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 โดยมีการจัดตั้งกระทรวงใหม่ 2 กระทรวง คือ 1) กระทรวงเศรษฐกิจและแรงงานที่รวมกระทรวงเศรษฐกิจและเทคโนโลยีและกระทรวงแรงงานไว้ด้วยกัน เป็นกระทรวงที่ใหญ่และมีอิทธิพลมาก โดยนาย Wolfgang Clement ได้รับการขนานนามว่าเป็น Super Minister และ 2) กระทรวงก่อสร้าง การจราจรและการพัฒนาเยอรมนีภาคตะวันออก ซึ่งเป็นกระทรวงใหญ่ที่มีความสำคัญในแง่งบประมาณ
รัฐบาลผสมระหว่างพรรค SPD และพรรค Alliance’90/The Greens ได้มีการจัดตั้งขึ้นตั้งแต่เมื่อการเลือกตั้งทั่วไปในเยอรมนีครั้งที่แล้ว เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2541 พรรค SPD สามารถชนะการเลือกตั้งได้รับคะแนนเสียงมากที่สุด พรรค SPD จึงได้ร่วมกับพรรค Alliance’90/The Greens จัดตั้งรัฐบาลผสมขึ้น โดยมีนาย Gerhard Schroeder เป็นนายกรัฐมนตรีเยอรมนี และเป็นการสิ้นสุดลงของรัฐบาลนาย Helmut Kohl ซึ่งเป็นรัฐบาลผสมพรรค CDU/CSU และพรรค FDP ที่บริหารประเทศเยอรมนีติดต่อกันมาเป็นเวลาถึง 16 ปี การจัดตั้งรัฐบาลผสมระหว่างพรรค SPD และพรรค Alliance’90/The Greens ซึ่งเรียกกันว่า Red-Green Coalision ถือได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งสำคัญของเยอรมนี คณะรัฐมนตรีเยอรมนีประกอบด้วยนักการเมืองรุ่นใหม่ที่เกิดหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐมนตรีหลายคนในคณะรัฐมนตรีเยอรมนีชุดนี้ รวมถึงตัวนายกรัฐมนตรี Schroeder เองเคยมีบทบาทนำในขบวนการนักศึกษาในช่วงทศวรรษ 1960 นอกจากนี้ นาย Joschka Fischer รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจากพรรค Alliance’90/The Greens ถูกมองว่าเป็นคนที่มีลักษณะและบุคลิก ทั้งในด้านความคิด และการแสดงออกที่แตกต่างไปจากค่านิยมในเชิงอนุรักษ์นิยมของสังคมเยอรมนี นโยบายที่พรรคร่วมรัฐบาลชุดนี้ ให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก มีดังนี้
- พรรค SPD ให้ความสำคัญในอันดับต้นต่อการแก้ไขปัญหาการว่างงานและการเพิ่มการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ การบูรณะพัฒนารัฐใหม่ในเขตภาคตะวันออกของเยอรมนีให้มีระดับการพัฒนาทัดเทียมรัฐในภาคตะวันตก และการเสริมสร้างความเป็นปึกแผ่นทางสังคม และวัฒนธรรมให้เกิดขึ้นในยุโรป
- พรรค Alliance’90/The Greens เน้นการแก้ไขปัญหาการว่างงานควบคู่ไปกับการส่งเสริมสิทธิส่วนบุคคลของประชาชน การคุ้มครองสิทธิมนุษยชน และการอนุรักษ์ธรรมชาติ โดยเฉพาะการลดและเลิกใช้พลังงานนิวเคลียร์
หลังจากเข้ามารับตำแหน่ง รัฐบาลผสม Red-Green Coalision ได้ดำเนินนโยบายประหยัดเพื่อปรับลดการขาดดุลงบประมาณและหนี้ภาครัฐ และได้ริเริ่มการปฏิรูปเศรษฐกิจในเรื่องต่างๆ ได้แก่ การปฏิรูประบบโครงสร้างการจัดเก็บภาษี ระบบสวัสดิการสังคม รวมทั้งระบบเงินบำนาญ โดยเมื่อเดือนกรกฎาคม 2543 รัฐสภาเยอรมนีได้ให้ความเห็นชอบต่อการปฏิรูปโครงสร้างภาษีตามข้อเสนอของรัฐบาลที่จะให้มีการลดภาษีภาคธุรกิจและภาษีรายได้ส่วนบุคคล มาตรการดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ระหว่างปี 2544-2549 รวมทั้งการยกเลิก Capital Gain Tax ที่เรียกเก็บจากบริษัทเอกชน
แม้ว่าการว่างงานนับเป็นปัญหาสำคัญที่รัฐบาลผสม Red-Green Coalision ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ดี รัฐบาลก็ยังต้องใช้ความพยายามเพื่อแก้ไขปัญหาการว่างงานเชิงโครงสร้าง (structural unemployment) ต่อไป เนื่องจากมีคนว่างงานจำนวนมากไม่สามารถปรับตัวรวมทั้งการให้การอบรมศึกษาเพิ่มเติมกับคนตกงานก็ยังไม่ทันกับโครงสร้างเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้บางครั้งมีงานในตำแหน่งที่ว่าง แต่ไม่สามารถหาคนที่เหมาะสมบรรจุได้ ในขณะเดียวกัน เยอรมนีต้องประสบกับปัญหาขาดแคลนประชากรวัยทำงาน เนื่องจากอัตราการเกิดต่ำและประชากรมีอายุเฉลี่ยยืนยาวขึ้น
เยอรมนีจึงมีนโยบายที่จะรับชาวต่างชาติเข้าไปใช้ชีวิตและทำงานในเยอรมนี (Immigration Policy) อย่างไรก็ตาม เมื่อเดือนธันวาคม 2545 ศาลรัฐธรรมนูญได้ตัดสินว่าการลงคะแนนเสียงผ่านร่างกฏหมายตรวจคนเข้าเมืองในการประชุมสภาสูงเมื่อเดือนมีนาคม 2545 ที่ประธานาธิบดีเยอรมนีได้ลงนามเมื่อเดือนมิถุนายน 2545 เป็นไปอย่างไม่ถูกต้องและขัดรัฐธรรมนูญจึงทำให้กระบวนการพิจารณาเรื่องดังกล่าวได้ยืดเยื้อออกไปอีก
 

เศรษฐกิจการค้า
สภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน
อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของเยอรมนีในปี 2543 คิดเป็นร้อยละ 3.1 สืบเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโลกของปีดังกล่าวที่มีแนวโน้มดี ทำให้เยอรมนีซึ่งเป็นประเทศผู้ส่งออกที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลกมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นด้วย ยกเว้นด้านการก่อสร้าง ซึ่งยังคงมีอัตราการเลิกกิจการค่อนข้างสูง ในปี 2544 ปรากฏว่าภาคการก่อสร้างในเยอรมนีได้ชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง และอุปสงค์ภายในเติบโตอย่างเชื่องช้า รวมทั้งอุปสงค์จากต่างประเทศชะลอตัวลงตามภาวะ เศรษฐกิจโลกและเหตุการณ์ก่อการร้ายที่สหรัฐอเมริกา การขยายตัวทางเศรษฐกิจของเยอรมนีจึงลดลงเหลือเพียงร้อยละ 0.6 จากที่เคยตั้งเป้าหมายไว้ถึงร้อยละ 3.0 นับเป็นอัตราที่ต่ำที่สุดในสหภาพยุโรป สำหรับในปี 2545 อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเท่ากับร้อยละ 0.2 ในขณะที่ในปี 2546 คาดว่าจะเท่ากับร้อยละ 1.0 การเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2545 ที่ลดลงเหลือร้อยละ 0.2 ทำให้ความมั่นใจของผู้บริโภคลดลง ส่งผลให้การบริโภคและการลงทุนลดลงไปด้วย อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจดังกล่าวเป็นอัตราที่ต่ำที่สุดตั้งแต่ปี 2536 และต่ำที่สุดในสหภาพยุโรป การเจริญเติบโตยังคงเป็นผลจากการค้ากับต่างประเทศเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม การลงทุนได้ลดลง โดยในด้านเครื่องจักรกลและอุปกรณ์ซึ่งลดลงถึงร้อยละ 8.4 แม้อัตราเงินเฟ้อลดลงร้อยละ 1.3 แต่ก็อาจจะก่อให้เกิดปัญหาภาวะเงินฝืด สำหรับในปี 2546 สถาบันทางเศรษฐกิจและนักวิเคราะห์ทางเศรษฐกิจคาดว่าเศรษฐกิจน่าจะเติบโตร้อยละ 1 การส่งออกก็อาจได้รับผลกระทบจากการแข็งตัวของเงินยูโรและการเกิดสงครามอิรักผลจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ต่ำในปี 2544 ทำให้สัดส่วนการขาดดุลงบประมาณของเยอรมนีเพิ่มขึ้นเกือบถึงเกือบร้อยละ 4 ของ GDP ซึ่งเป็นเพดานสูงสุดที่กำหนดไว้ในสนธิสัญญา Maastricht ทำให้คณะกรรมาธิการยุโรปต้องออกคำเตือนเยอรมนีอย่างเป็นทางการ รัฐบาลเยอรมนีจึงอยู่ในฐานะลำบาก เนื่องจากต้องตรึงอัตราการขาดดุลงบประมาณไว้ ในขณะที่มีความจำเป็นต้องใช้งบประมาณเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมอีก 1.32 พันล้านยูโรเพื่อแก้ไขปัญหาการว่างงาน ตามแรงกดดันอย่างหนักของสภาพแรงงาน
งบประมาณของรัฐบาลเยอรมนีสำหรับปี 2546 ที่ผ่านสภาผู้แทนราษฎรแล้ว มีรายจ่าย 248.2 พันล้านยูโร ลดลง ร้อยละ 0.4 จากปีที่แล้ว และรายได้ 229.3 พันล้านยูโร รายได้จากภาษีคาดว่าจะอยู่ที่ 202.4 พันล้านยูโร เพิ่มขึ้น ร้อยละ 5.4 จากปีที่แล้ว และคาดว่าจะมีหนี้ 18.9 พันล้านยูโร รัฐบาลคาดการณ์ว่า หากการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในปีนี้ น้อยกว่า ร้อยละ 1 สัดส่วนการขาดดุลงบประมาณจะเกินเพดาน ร้อยละ 3 ที่กำหนดไว้ในสนธิสัญญา Maastrict อีกครั้งหนึ่ง การพยายามแก้ไขปัญหาการขาดดุลงบประมาณของรัฐบาลเยอรมนีเพื่อให้อยู่ในระดับต่ำกว่าร้อยละ 3 ของ GDP ตามที่ EU กำหนด โดยการเพิ่มอัตราภาษี การเพิ่มภาระการจ่ายเงินสมทบค่าประกันและลดค่าใช้จ่ายภาครัฐ ยิ่งทำให้เศรษฐกิจเยอรมนีตกไปสู่สภาวะถดถอยมากยิ่งขึ้น และสถานการณ์ของเยอรมนีดูจะย่ำแย่ขึ้นไปอีกเพราะอัตราการว่างงานสูงถึงร้อยละ 10 หรือ 4.16 ล้านคนในเดือนพฤศจิกายน 2545 ซึ่งเป็นอัตราที่สูงที่สุดในรอบ 4 ปี แม้ว่าในช่วงก่อนหน้านี้อัตราการว่างงานมีแนวโน้มลดลงเล็กน้อยเนื่องจากมีการจ้างงานเพื่อการซ่อมแซมสาธารณูปโภคที่เสียหายจากสถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ในเดือนกันยายน 2545 รัฐบาลเยอรมนีมีปัญหาการจัดเก็บภาษีไม่ได้ตามกลุ่มเป้าหมาย และการเรียกร้องค่าแรงและเงินเดือนโดยการประท้วงของคนงานและข้าราชการบางกลุ่มยิ่งทำให้รัฐบาลเยอรมนีอาจจะต้องเพิ่มมาตรการการจัดเก็บภาษีมากขึ้น ขณะที่ภาคเอกชนเองก็เรียกร้องให้มีการปรับโครงสร้างของภาคธุรกิจ
ในด้านตลาดการเงิน เมื่อเดือนธันวาคม 2545 ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ DAX 30 ลดลงร้อยละ 44 ของมูลค่าในปี 2544 ส่วนดัชนีหลักทรัพย์ Neuer Market หรือ NEMAX 50 ลดลงถึงร้อยละ 69 NEMAX 50 ที่เคยมีความสำคัญควบคู่กับดัชนีหลักทรัพย์ DAX 30 จึงปิดตัวลงในปี 2546 หลังจากเปิดทำการได้ 6 ปี เนื่องจากประสบความไม่แน่นอนมาโดยตลอด โดยดัชนีเคยสูงขึ้นจาก 1,000 จุดเมื่อเริ่มเปิดกิจการ ถึง 9,000 จุด เมื่อปี 2543 แต่ตกลงมาอยู่ที่ 400 จุดในปัจจุบัน มีบริษัทที่เป็นสมาชิกปิดกิจการ หรือประสบปัญหาด้านบัญชีหลายบริษัท
แนวนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ จะเน้นการเพิ่มรายได้แทนการปรับโครงสร้าง เพื่อจะเอื้อประโยชน์ต่อการส่งเสริมการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ รัฐบาลเยอรมนีจะผ่อนคลายแผนการเข้มงวดในการลดค่าใช้จ่ายลง และจัดสรรงบประมาณภาครัฐเพิ่มขึ้นเพื่อผลักดันให้มีการจ้างงานและการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งอาจส่งผลให้เยอรมนีมีสัดส่วนการขาดดุลงบประมาณสูงกว่าร้อยละ 3 ของ GDP นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่มุ่งที่จะปฏิรูปตลาดแรงงาน โดยจะมีมาตรการจัดหางานให้แก่ผู้ว่างงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และสร้างงานและโอกาสใหม่แก่ผู้เริ่มทำธุรกิจ และจะให้โอกาสแก่ผู้ว่างงานโดยการจ้างงานชั่วคราว นอกจากนั้น รัฐบาลจะพยายามผลักดันให้รัฐอดีตเยอรมนีตะวันออกเชื่อมโยงกับโครงสร้างภูมิภาคของเยอรมนี และการค้าระหว่างประเทศให้มากขึ้น ในด้านการประกันสังคม จะมีการเปิดกว้างให้มีการแข่งขันในด้านการประกันสุขภาพมากขึ้น และมีการให้ความสำคัญต่อมาตรการการป้องกัน และความร่วมมือระหว่างบริษัทประกัน ผู้ป่วย แพทย์ โรงพยาบาล รวมทั้งจะมีการปฏิรูปการบริหารระบบบำนาญด้วย
เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2546 นายกรัฐมนตรีเยอรมนีได้แถลงนโยบายการปฏิรูปเศรษฐกิจที่มีชื่อว่า “Courage for Peace and Courage for Change” โดยมีเนื้อหาสำคัญแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ
- ด้านเศรษฐกิจและงบประมาณ มีความจำเป็นที่การลงทุนภาครัฐจะต้องสูง และจะเพิ่มเป็น 26.7 พันล้านยูโรในปี 2546 และจะมีการจัดสรรงบประมาณ 15 พันล้านยูโรสำหรับบรรษัทกองทุนเพื่อการฟื้นฟู (Reconstruction Loan Corporation) เพื่อช่วยเหลือธุรกิจก่อสร้าง แบ่งเป็น 7 พันล้านยูโรสำหรับรัฐบาลท้องถิ่น สำหรับโครงการระยะยาว เช่น การกำจัดน้ำเสียและสร้างโครงสร้างพื้นฐานชุมชนและสังคม ส่วนอีก 8 พันล้านยูโรจะจัดสรรสำหรับโครงการด้านที่พักอาศัย โครงการดังกล่าวจะช่วยสร้างงานให้แก่ธุรกิจขนาดเล็กด้านการก่อสร้างด้วย ทั้งนี้ ดอกเบี้ยจะลดลงอีก โดยรัฐบาลจะสนับสนุนเงินทุนให้ โดยจะไม่กู้ยืม และไม่ขึ้นภาษี นอกจากนั้นยังมีมาตรการจูงใจรัฐบาลท้องถิ่น เช่น ไม่ต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนฟื้นฟูน้ำท่วม 800 ล้านยูโร และจะมีการออกกฎหมายลดการผ่อนคลายด้านภาษี และการเก็บภาษีจากรายได้ที่มาจากการออมเงิน ซึ่งจะก่อให้เกิดรายได้สำหรับรัฐบาลประมาณหนึ่งพันยูโรภายในสิ้นปีนี้
- แรงงานและอุตสาหกรรม ปรับปรุงระเบียบสำหรับการจ้างงานระยะสั้น ลดภาษีสำหรับผู้ที่ทำงานที่ได้ค่าตอบแทนน้อย ทำให้การจ้างงานผิดกฎหมายจะลดลง และการฝึกงานและโอกาสในการทำงานจะเพิ่มขึ้น บริษัทจะต้องจัดให้มีการฝึกงาน มิเช่นนั้น รัฐบาลอาจออกภาษีที่เกี่ยวกับการฝึกงานในปีนี้ เงินชดเชยการว่างานและเงินสวัสดิการถูกนำมารวมกัน ผู้ที่ไม่ยอมทำงานที่ยอมรับได้จะถูกลงโทษ การจ่ายเงินชดเชยการว่างงานจะถูกจำกัดระยะเวลาลงจาก 36 เดือน เหลือ 12 เดือน บริษัทและตัวแทนลูกจ้างสามารถตกลงวิธีเลิกจ้างงานที่ทำส่งผลให้สามารถทำให้ลูกจ้างที่ดีไม่ถูกปลดออกจากงาน นอกจากนั้น มีการเปลี่ยนแปลงวิธีเก็บภาษีสำหรับธุรกิจขนาดเล็กมากให้ง่ายและเรียกเก็บลดลง จะมีระเบียบที่ช่วยพัฒนาธุรกิจด้านงานฝีมือ และการซื้อขาย และไม่บังคับให้ผู้เริ่มธุรกิจต้องผ่านการทดสอบก่อน หากมีประสบการณ์ครบตามเกณฑ์ที่กำหนดแล้ว สำหรับการนัดหยุดงาน รัฐบาลจะสนับสนุนให้มีการตกลงแก้ปัญหาภายในกันให้มากขึ้น หากไม่สำเร็จจะมีการดำเนินการทางกฎหมาย
- สวัสดิการสังคม หลักการประกันสุขภาพถ้วนหน้ายังคงอยู่ แต่จะต้องมีการปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดสัดส่วนการให้เงินสมทบของผู้จ้างงานและแรงงานลง และลดการผูกขาดขององค์กรในระบบและบังคับให้มีความรับผิดชอบมากขึ้น และผู้ใช้บริการจะต้องมีการจ่ายค่าบริการในการไปพบแพทย์ การให้ประโยชน์ระยะยาวจากภาครัฐถูกยกเลิก และให้ผู้ใช้บริการไปรับบริการจากภาคเอกชนแทน


 

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี
ความสัมพันธ์ทางการทูต
ความสัมพันธ์ระหว่างไทย-เยอรมนี เริ่มเมื่อ พ.ศ.2405 โดยการทำสนธิสัญญาทางไมตรีและการเดินเรือระหว่างกัน เมื่อ พ.ศ.2426-2430 สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตในระดับอัครราชทูต และมีสำนักงานที่กรุงลอนดอน และเมื่อ พ.ศ.2430 มีการจัดตั้งสำนักงาน ณ กรุงเบอร์ลิน สำหรับเอกอัครราชทูต มีการตั้ง สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบอนน์ และ สถานกงสุลใหญ่ ณ นครเบอร์ลิน ซึ่งมีเขตอาณาครอบคลุมอดีตเยอรมนีตะวันออกทั้งหมด ต่อมาเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2542 ได้มีการย้ายสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบอนน์ไปอยู่ ณ กรุงเบอร์ลิน และพร้อมกันนั้น ก็ได้จัดตั้งสำนักงานสถานเอกอัครราชทูต สาขากรุงบอนน์ขึ้นซึ่งต่อมาได้ปิดดำเนินการตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2544 และสถานกงสุลใหญ่ ณ นครแฟรงก์เฟิร์ตได้เริ่มปฏิบัติการอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2545


สถานกงสุลกิตติมศักดิ์ ของไทยมี 4 แห่ง คือ
1. ฮัมบูร์ก (ครอบคลุมรัฐ Hamburg รัฐ Bremen และรัฐ Schleswig-Holstein)
2. มิวนิก (ครอบคลุมรัฐ Bavaria และรัฐ Saxony)
3. ดึสเซลดอร์ฟ (ครอบคลุมรัฐ North Rhine-Westphalia และรัฐ Lower Saxony)
4. ชตุทท์การ์ท (ครอบคลุมรัฐ Baden-Wuerttemberg)
(หมายเหตุ สถานกงสุลกิตติมศักดิ์ ณ นครแฟรงเฟิร์ต ปิดทำการตั้งแต่ 31 ธันวาคม 2544)


ความสัมพันธ์ทางการเมือง
เป็นไปอย่างราบรื่น ไทยและเยอรมนีมีการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับรัฐมนตรี/รัฐมนตรีช่วยต่างประเทศสม่ำเสมอทุกปี เยอรมนีสนับสนุนท่าทีต่าง ๆ ของไทย เช่น ท่าทีต่อปัญหากัมพูชา และให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่คนไทยที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาผู้ลี้ภัย นอกจากนี้ เยอรมนียังชื่นชมและตระหนักถึงความสำคัญของไทยในฐานะที่มีบทบาทนำและเป็นแบบอย่างในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในเรื่องความเป็นประชาธิปไตย การรักษาสิทธิมนุษยชน เสรีภาพของสื่อมวลชน และความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ


                                                                       สวิตเซอร์แลนด์

ข้อมูลทั่วไป
จำนวนประชากร 6.9 ล้านคน เมืองหลวง กรุงเบิร์น (Bern) เมืองมรดกโลก เนื้อที่ทั้งประเทศ 41,293 ตารางกิโลเมตร ภาษา เยอรมัน - ภาคกลาง, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือฝรั่งเศส - ภาคตะวันตก อิตาเลียน - ภาคใต้ โรมันช์ (Rhaeto-Romanic - ภาษาละตินโบราณ) ใช้พูดกันในชนกลุ่มน้อยของมณฑล กริซองส์ (Grisons) อังกฤษ - พูดกันได้ทั่วไปโดยเฉพาะในเมืองและแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ

อาหารการกิน
สวิตเซอร์แลนด์เป็นประเทศที่มีวัฒนธรรมผสมผสาน ในแต่ละท้องถิ่นจะมีอาหารหลักที่แตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับอิทธิพลที่ได้รับจากประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้ทั้งจากฝรั่งเศส,เยอรมัน และอิตาลี
เมนูแนะนำ
Cheese Fondue เนยแข็งหลายชนิดเช่น Emmental, Appenzell, Jura และเนยแข็งผสมสมุนไพรตั้งไฟให้เนยละลาย ผสมด้วยไวน์ขาวสำหรับจิ้มขนมปัง Fondue Bourquignone (ฟองดูบูร์กิยอง) ตั้งน้ำมันจนร้อนได้ที่เอาเนื้อที่หั่นเป็นก้อนสี่เหลี่ยมเล็กๆ เสียบส้อมยาวที่ใช้สำหรับอาหารประเภทนี้โดยเฉพาะจุ่มลงในหม้อน้ำมันจนสุกได้ที่ จิ้มกับซอสนานาชนิด Sausages and Roesti มันฝรั่งซอยละเอียด ทอดจนเหลือง มีไส้กรอกเป็นเครื่องเคียง ถ้าไม่ชอบไส้กรอก จะเปลี่ยนเป็นไข่ดาววางบนมันฝรั่งก็ยังได้
Bundnerfleish มีชื่อที่สุดใน Grisons (กริซองส์) คือเนื้อแห้งที่บ่มให้สุกด้วยกรรมวิธีตามธรรมชาติ ภาษาอังกฤษ คือ Air Dried Beef
Emince du Veau เนื้อลูกวัวและเห็ดในซอสครีมผสมไวน์ขาว
Pasta, Pizza ซึ่งเป็นที่รู้จักกันทั่วโลก
Polenta ทำจากข้าวโพด (Corn Meal) ผสมกับเนยแข็งป่นแล้วอบจนสุกหอมชวนชิมเป็นอาหารพื้นเมืองทางตอนใต้แถว Ticino
ของหวานและขนม เช่น ช็อกโกแลต, เพสตี้ และเค้ก เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามเมื่อมาถึงที่แล้ว เอาไว้ค่อยกลับไปจัดการกับน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นที่หลัง
ร้านอาหารไทยมีอยู่มากมายในสวิตเซอร์แลนด์ แต่ราคาค่อนข้างแพง สวิตเซอร์แลนด์มีพื้นที่ปลูกองุ่นทำไวน์ชื่อดังๆ อยู่หลายชนิดทั้งไวน์ขาว, ไวน์แดงและแชมเปญ ถ้ามีโอกาสท่องเที่ยวไปตามแหล่งปลูกองุ่น อย่าลืมลองลิ้มรสไวน์ชนิดต่างๆ ดูบ้าง จะทราบว่าไวน์ที่ผลิตขึ้นเพื่อขายในแต่ละท้องถิ่นมีรสดีไม่แพ้ไวน์ยี่ห้อดังๆ ที่ส่งออกมาขายในบ้านเราเลยทีเดียว
Liquors เหล้าหวานทำจากผลไม้รสอร่อยแต่ดีกรีแรง สำหรับดื่มหลังอาหาร ที่นิยมกันมากก็มี Kirsch (ทำจากเชอรี่), Williamine (ทำจากแพร์), Marc และ Pflumli

ภูมิอากาศ
ที่ราบสูงตอนเหนืออากาศเย็นสดชื่น เพราะล้อมรอบด้วยเทือกเขาตอนใต้ของเทือกเขาแอล์ปลงมาอากาศอบอุ่นสบายเพราะอยู่ใกล้ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
ข้อควรระวัง
อุณหภูมิในแต่ละพื้นที่อาจแตกต่างกันราว 5 องศาเซลเซียสต่อความสูงร้อยเมตร การเตรียมเสื้อกันหนาวให้เพียงพออยู่เสมอเมื่อเดินทางจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุด อากาศบนยอดเขาสูงเช่น Jungfraujoch , Schilthorn , Pilatus และ Alalin(Saas Fee) จะหนาวเย็นกว่าที่ข้างล่างมาก
เงินตรา
ชื่อ สวิสฟรังก์ (Swiss Francs) ธนบัตร ใบละ 10, 20, 50, 100, 200, 500 และ 1,000 เหรียญ หน่วยเป็นซองตีมส์ (Centimes) 5, 10, 20, 50 หน่วยเป็นฟรังซ์ 1, 2, 5
สวิตเซอร์แลนด์ไม่มีข้อห้ามว่าด้วยการนำเข้าส่งออกและแลกเปลี่ยนเงินตราสวิส เช็คเดินทางคือการนำเงินติดตัวด้วยวิธีที่ปลอดภัยที่สุด และสามารถแลกเป็นเงินสดได้โดยสะดวกตามธนาคาร, โรงแรม, และสถานีรถไฟทุกแห่งที่มีสัญลักษณ์รับแลกเปลี่ยนเงินตรา ซึ่งเปิดให้บริการจนถึงเวลา 22.00 น. บัตรเครดิตหลักสามารถใช้ได้เกือบทุกที่

เวลาทำการทั่วไป
ธนาคาร จันทร์-ศุกร์ 08.30-16.30
ไปรษณีย์ จันทร์-ศุกร์ 07.30-12.00 ,13.30-18.00 เสาร์ 07.30-11.00
ร้านค้า จันทร์-ศุกร์ 08.00-12.00 ,13.00-18.30
ร้านค้าบางแห่งอาจเปิดเลยเวลาข้างต้นในบางวันของสัปดาห์ วันเสาร์จะเปิดถึง 16.00 น. วันอาทิตย์ปิด ยกเว้นร้านขายของที่ระลึก, ร้านขายยา, ร้านอาหาร, และร้านค้าเฉพาะอย่าง

กระแสไฟฟ้า
กระแสไฟฟ้า 220 โวลท์, 50 ไซเคิ้ล

ความปลอดภัย
โดยทั่วไปแล้วสวิตเซอร์แลนด์เป็นประเทศที่สงบ ปัญหาโจรผู้ร้ายมีน้อยมาก ถึงกระนั้นนักท่องเที่ยวก็ควรระมัดระวังโดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริเวณสนามบินและสถานีรถไฟใหญ่ๆ ที่มีผู้คนพลุกพล่าน นักล้วงกระเป๋ามีอยู่ทั่วไปในยุโรป ไม่เว้นแม้ในสวิตเซอร์แลนด์ ไม่ควรเดินคนเดียวบนถนนที่เปลี่ยวถึงแม้ว่าจะอยู่ในประเทศที่มีความปลอดภัยสูงก็ไม่ควรประมาท ไม่ต้องกังวลเรื่องความสะอาดของอาหารและน้ำ คุณภาพของน้ำปะปาที่นี่เทียบได้กับน้ำแร่ที่บรรจุภายในขวด

สถานที่ชอปปิ้ง
Interlaken มีชื่อเสียงมาสำหรับงานฝีมือทุกชนิด ตั้งแต่ผ้าปัก, ไม้แกะสลักไปจนถึงของที่ระลึกมากมาย
Luzern ชื่อนี้คุ้นหูคนไทยมากที่สุด เพราะเป็นเมืองที่นาฬิกาโรเล็กซ์ขายดีที่สุด รองลงมาคือมีดพก (Swiss Army Knives)

ข้อควรรู้ในการให้ทิป
ค่าทิปโดยปกติจะรวมอยู่แล้วในค่าโรงแรม ค่าอาหาร ค่าทำผมหรือค่ารถแท็กซี่ ค่ายกกระเป๋าถือเป็นบริการพิเศษที่นอกเหนือออกไป อัตราทั่วไปคือ ทิป 2 ฟรังช์ต่อกระเป๋าหนึ่งใบ

การเดินทางภายในประเทศ
สวิตเซอร์แลนด์เป็นประเทศที่มีระบบการคมนาคมที่สะดวกสบายและเอื้ออำนวย แก่นักท่องเที่ยวและประชากรสวิสเองเป็นอย่างมาก เมื่อเดินทางถึงสนามบิน Zurich นักท่องเที่ยวสามารถที่จะเดินทางต่อไปยังจุดหมายปลายทางที่ต้องการได้โดยสะดวก เพราะสถานีรถไฟอยู่ในชั้นใต้ดินของตัวอาคารสนามบินนั่นเอง รถไฟที่นี่รักษาเวลาโดยไม่มีการคลาดเคลื่อนไปจากเวลาเดินรถที่แสดงไว้ รถไฟหลายสายมีตู้เสบียงที่มีอาหารและเครื่องดื่มไว้ให้บริการด้วย
รถโดยสารนอกเมือง (Postal Bus) การเดินทางที่ไม่ควรมองข้ามเพราะจะพลาดโอกาสที่จะได้สัมผัสกับชีวิตความเป็นอยู่ในชนบท ทิวทัศน์ที่แปลกตา และการเดินทางวกวนไปตามไหล่เขาสูง (Mountain pan) มีธารน้ำแข็งให้เห็นอยู่ทั่วไปตามยอดเขาแม้ในฤดูร้อนก็ตาม เส้นทางเช่นนี้ส่วนใหญ่ทางจะปิดในฤดูหนาวเนื่องจากมีหิมะปกคลุมจนไม่สามารถสัญจรไปมาได้ ควรตรวจสอบสภาพอากาศก่อนการเดินทาง
สถานที่ท่องเที่ยวและแหล่งสกีตามเทือกเขาจะมีรถกระเช้า (Cable Car) และสกีลิฟท์ (Ski Lift) ไว้บริการ นอกเหนือไปจากรถไฟฟ้าที่ทำงานด้วยรอกกว้านและโซ่ฟันเฟืองในบางแห่ง (Funiculars/Cogwheel)
ท่านที่เดินทางด้วยรายการแนะนำการท่องเที่ยวของเราจะได้รับบัตรสวิสพาสส์ (Swiss Pass) สำหรับใช้ในการเดินทางภายในสวิตเซอร์แลนด์โดยทางรถไฟ รถโดยสาร และเรือโดยสารในทะเลสาบ เป็นเวลา 4 วัน โดยไม่ต้องชำระค่าโดยสารอีก เป็นบัตรโดยสารชั้น 2 และจะได้รับส่วนลด 25% ทันที เมื่อใช้บริการของรถไฟประเภท Funiculars และ Cogwheel กรุณานำบัตรสวิสพาสส์นี้ติดตัวไปด้วยทุกครั้งที่ออกเดินทาง มิฉะนั้นท่านจะต้องเสียค่าโดยสารตามปกติ
บัตรโดยสารสำหรับครอบครัว (Family Card) เด็กที่อายุตั้งแต่ 6-16 ปี ไม่ต้องเสียค่าโดยสาร เมื่อใช้ระบบขนส่งมวลชนถ้าพ่อแม่ถือบัตร Family Card แต่มีข้อแม้ว่าเด็กหนึ่งคนจะต้องเดินทางพร้อมกับพ่อหรือแม่คนใดคนหนึ่ง
ค่าแท็กซี่ในสวิตเซอร์แลนด์ค่อนข้างแพง เริ่มต้นตั้งแต่ 8 ฟรังซ์ขึ้นไป ทางที่ดีใช้แท๊กซี่เท่าที่จำเป็นและเพื่อเป็นการประหยัดควรใช้สวิสพาสส์กับบริการขนส่งสาธารณะ

สถานที่ท่องเที่ยวที่แนะนำ

1. Bern
เมืองหลวงของสวิตเซอร์แลนด์เป็นเมืองโบราณเก่าแก่และโรแมนติก การเดินเที่ยวชมความงดงามของสถาปัตยกรรมในเขตเมืองเก่า เป็นสิ่งที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาดเมื่อมีโอกาสได้มาเยือนนครแห่งนี้ Bern สร้างขึ้นเมื่อ 800 ปีที่แล้ว โดยมีแม่น้ำ Aare ล้อมรอบตัวเมือง แม่น้ำแห่งนี้เปรียบเหมือนปราการธรรมชาติซึ่งป้องกันเมืองไว้ทั้งสามด้าน สำหรับด้านที่สี่ชาวเมืองได้สร้างกำแพงและสะพานข้ามที่สามารถชักขึ้นลงได้ และโดยการรักษาผังเมืองให้มีสภาพดังเดิมตลอดหลายร้อยปีที่ผ่านมา Bern จึงได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกของ UNESCO ซึ่งเป็นเมืองเดียวในประเทศ สวิตเซอร์แลนด์
การเดินชมเมืองควรเริ่มจาก Rose Garden เพียง 5 นาทีก็จะพบกับบ่อเลี้ยงหมีของเมือง ( หมี เป็น สัญลักษณ์ของ Bern ) จากนั้นเมื่อเดินข้ามสะพานมา ก็จะเริ่มเข้าเขตเมืองเก่า ที่มีหลังคาคลุมตลอดทางยาวถึง 6 กิโลเมตร ภายใต้หลังคานี้มีร้านค้ามากมายหลายร้อยแห่ง รวมทั้งภัตตาคารที่มีมากกว่า 150 แห่งในเขตเมืองเก่า และด้วยการดูแลรักษาสถาปัตยกรรมของเมืองอย่างดี Bern ยังเปรียบเหมือนเหมืองทองของนักถ่ายภาพอีกด้วย นอกจากนั้น Bern ยังมีโบสถ์ที่สูงที่สุดในสวิตเซอร์แลนด์ รวมทั้ง ตลาดนัดชาวนา ซึ่งจัดขึ้น 2 ครั้งต่อสัปดาห์ที่หน้ารัฐสภาของเมืองแห่งนี้

2. Interlaken
"สวยเหมือนเมืองในฝัน" คือคำจำกัดความของ Interlaken ตั้งอยู่ระหว่างทะเลสาบ Thun และ Brienz สถานที่ตากอากาศชั้นนำส่วนใหญ่ในถิ่นที่เรียกกันว่า Bernese Oberland ตั้งอยู่ตามเชิงเขา Eiger, Monch และ Jungfrau ทิวทัศน์แถบนี้บริสุทธิ์และสวยงามเกินคำบรรยาย จึงเป็นสถานตากอากาศที่นักท่องเที่ยวจากทุกมุมโลกชื่นชอบมากที่สุด
Jungfraujoch หลังคาแห่งยุโรป ล่าสุดได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกของ Unescoเมื่อเดือนธันวาคม 2544 สถานีรถไฟสูงที่สุดในยุโรป ที่ไม่สามารถลืมไปได้ ในการทัศนาจรภูเขา ซึ่งมีความสูงถึง 3454 เมตร พบกับสิ่งสวยงามที่นี่คือ วังน้ำแข็ง และทัศนียภาพ ที่งดงามประกอบไปด้วย Sphinx หอคอยชมทัศนียภาพ ที่อยู่เหนือธารน้ำแข็ง Aletsch ( ยาวที่สุดในเทือกเขา Alps ) และยอดเขาที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ ของประเทศเพื่อนบ้าน พร้อมกันนี้ยังจะเดินเล่นบนหิมะ นั่งกระดานเลื่อนโดยมีสุนัข Husky ลาก สนามเล่นสกี สโนว์บอร์ทสำหรับฤดูร้อนหรือ ท่านที่ชอบการท้าทาย ก็มีการผจญภัยอีกหลายอย่าง รับรอง 100% ท่านจะพบกับ หิมะ และน้ำแข็งที่นี่
Mount Schilthorn Piz-Gloria จับรถไฟจาก INTERLAKEN สู่ LAUTERBRUNNEN ใช้เวลาประมาณ 35 นาที และจาก LAUTERBRUNNEN BLM ขึ้นเขาไปหมู่บ้าน MURREN เป็นหมู่บ้านปลอดรถยนต์ โดยรถรอกกว้าน (FUNICULAR) ต่อจากนั้นขึ้นรถกระเข้าที่ MURREN ไปยอดเขาชินธอน ที่ MOUNT SCHILTHORN PIZ-GLORIA มีภัตตาคารหมุนอยู่บนยอดเขาสูงจากระดับน้ำทะเลถึง 3000 เมตร ถ้าอากาศดีจะมองเห็นเทือกเขาแอล์ปได้รอบด้านตั้งแต่เยรมันจนถึง ฝรั่งเศสวิวทิวทัศน์สวยงามตระการตาอย่างยิ่ง
Grindelwald รถไฟใช้เวลาประมาณ 35 นาที ขนาบข้างด้วยธารน้ำแข็ง 2 ด้านที่ทอดตัวยาวลงมาจากภูเขาสูงสู่หุบเขา จากที่นี่จะมองเห็นภูเขา Eiger ทางด้านเหนือ (North Face) ที่ยืนหยัดท้าทายผู้พิชิตความสูงมาแล้วมากมายและ Wetterhorn ซึ่งสูงจากระดับน้ำทะเลถึง 3701 เมตร
Schynige Platte Alpine Garden มีพันธุ์ไม้ที่ขึ้นอยู่ตามเทือกเขาแอล์ปให้ดูหลายชนิดใช้เวลาเดินชม 3-4 ชั่วโมง ค่าเข้าชม 40 ฟรังซ์ ต้องขึ้นรถไฟไปบนยอดเขา บน Schynige Platte มี Paragliding ให้ลองด้วย
ล่องเรือในทะเลสาบ Thun และ Brienz ในวงล้อมของภูเขาสูง แวะชมปราสาท Thun ที่สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 12 และพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ที่จัดแสดงในห้องโถงใหญ่ของปราสาท เปิดให้ชมระหว่างเดือนมีนาคม ถึง เดือนตุลาคม
Spiez ชมปราสาทโบราณที่เปิดรับนักท่องเที่ยวตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคม ถึงกลางเดือนตุลาคม ค่าโดยสารเรือฟรีโดยใช้สวิสพาสส์
พิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง Ballenberg แสดงให้เห็นถึงชาติพันธุ์และการดำรงชีวิตในสมัยโบราณ เปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันที่ 15 เมษายน ถึง 31 ตุลาคม นั่งรถม้าชมเมือง Interlaken ราคา 35 ฟรังซ์ต่อครึ่งชั่วโมงสำหรับ 2 ท่าน ถ้า 1 ชั่วโมงราคา 60 ฟรังซ์ ท่องเที่ยวไปด้วยจักรยานเสือภูเขา ซึ่งหาเช่าได้จากสถานีรถไฟใน Interlaken ด้วยสนนราคาวันละ 21 ฟรังซ์ สามารถใช้บัตรสวิสพาสส์ลดราคาค่าเช่าได้ ขี่ม้าชมภูมิประเทศบนเส้นทางที่จัดไว้โดยเฉพาะ ราคา 30 ฟรังซ์ต่อ 1 ชั่วโมงพร้อมครูฝึกสอน ล่องแพครึ่งวันกับไกด์นำเที่ยวรอบๆ Interlaken ราคาตั้งแต่ 54-84 ฟรังซ์ต่อคน ขึ้นอยู่กับรายการนำเที่ยว การผจญภัยตามช่องเขา น้ำตก ว่ายน้ำ สำรวจถ้ำ และเดินเท้า (Canyoning) ราคา 80-120 ฟรังซ์ต่อคน พร้อมไกด์นำเที่ยว การฝึกไต่เขาลงมาจากที่สูง 50 เมตร ข้ามช่องเขาที่สูงชันใต้สะพานเพื่อทดสอบความแข็งแรงของตนเอง (Flying Fox) ในราคา 75 ฟรังซ์

3. Luzern
Water Tower และ Chapel Bridge เป็นสัญลักษณ์ของเมือง Lucerne ที่นักท่องเที่ยวจำได้ทันทีที่เห็น สร้างมานานกว่า 650 ปีแล้ว ตัวเมืองเก่าเริ่มจากฝั่งแม่น้ำ Reuss มีสถาปัตยกรรมสิ่งปลูกสร้างที่น่าสนใจหลายแห่ง เมือง Luzern จะเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวเกือบตลอดปี เพราะเป็นเมือง ชอปปิ้งที่อยู่ระดับแนวหน้าของสวิตเซอร์แลนด์ จะมีตลาดนัดเป็นประจำทุกวันอังคารและวันเสาร์

สถานที่เที่ยวและกิจกรรมที่แนะนำในเมือง Luzern :
พิพิธภัณฑ์การขนส่งและคมนาคม (Museum of Transport and Communication) เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป มีห้องจัดแสดงถึง 12 ห้องเป็นที่น่าสนใจและน่าชมมาก ภูเขา Titlis และ Pilatus เป็นภูเขาที่มีความชันที่สุดในโลก มีภัตตาคารอยู่บนยอดเขาที่สามารถชมทิวทัศน์โดยรอบได้ ใช้สวิสพาสส์ล่องเรือชมทิวทัศน์ไปในทะเลสาบ Luzern จนถึงเมือง Vitznau สามารถต่อรถไฟขึ้นไปเที่ยวภูเขา Rigi (ความสูง 1798 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล) ภูเขา Stanserhorn เดินทางโดยรถรอกกว้านสมัยเก่าและรถกระเช้ารุ่นใหม่ล่าสุด (Aerial Cable Car) เพื่อชมทิวทัศน์และรับประทานอาหาร Casino Vegas เป็นสถานที่เสี่ยงโชคกับเครื่องเล่นสลัดแขนเดียว (Slot-machine) หลากชนิด และชมการแสดงพื้นเมืองจากทุกภาคของสวิตเซอร์แลนด์

4. Lausanne
เมืองโลซานน์เป็นเมืองที่สงบและงดงามมากอยู่ติดกับทะเลสาบ เจนีวามีท่าเรือข้ามไปสู่ประเทศฝรั่งเศสได้ เป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์โอลิมปิค ซึ่งท่านจะพบกับการแสดงอันยิ่งใหญ่ของวินาทีแห่งประวัติศาสตร์โอลิมปิคกับสุดยอด Special Effect ที่จะทำให้คุณย้อนกลับไปอยู่ในเหตุการณ์จริง ชมหลักฐานที่สำคัญต่างๆในซุ้มนิทรรศการ ห้องจัดแสดงงาน ศูนย์ข้อมูลพร้อมศูนย์อำนวยความสะดวกต่างๆอย่างครบครัน รับฟรีบัตรเข้าชม Olympic Museum สำหรับท่านที่จองสวิตเซอร์แลนด์แพคเกจ

5. Zurich
เมืองใหญ่ที่สุดในสวิตเซอร์แลนด์ ศูนย์กลางการค้าทองคำของโลก ตั้งอยู่ทิศเหนือสุดของทะเลสาบ Zurich ศูนย์กลางสำคัญของธุรกิจพาณิชย์ เศรษฐกิจและการเงิน มีโรงละครโอเปร่า คอนเสิร์ต พิพิธภัณฑ์ โบสถ์และวิหารเก่าแก่อย่าง Grossmunster และ Fraumunster ที่จะพลาดไม่ได้เป็นอันขาดคือถนน Bahnhofstrasse ที่ขึ้นชื่อลือชาหนักหนาว่าแต่ละร้านล้วนตกแต่งประดับประดากันอย่างอลังการ โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลคริสต์มาส ตลอดสองข้างทางของถนนมีห้องเสื้อชั้นนำของยุโรป, รองเท้า, กระเป๋า, เครื่องประดับนานาชนิด และที่ขาดไม่ได้เลยคือร้านขายนาฬิกา
Zurich มีรถรางและรถโดยสารบริการควบคู่กันไป การเดินทางไปที่ต่างๆ จึงสะดวกและประหยัดท่านสามารถใช้สวิสพาสส์ได้อีกเช่นเคย ในส่วนของเมืองเก่า น่าเดินเที่ยวเพราะมีร้านขายของเก่า ร้านภาพเขียนทั้งเก่าและใหม่ และร้านหนังสือดีๆ ตลอดจนถึงสินค้าหัตถกรรมพื้นบ้านอีกด้วย ตารางรถไฟในสวิตเซอร์แลนด์
ท่านสามารถดูตารางรถไฟได้ที่ www.sbb.ch
โปรดช่วยกันรักษาความสะอาดและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม มิฉะนั้นก็จะไม่มีภูเขาสวยงามน้ำใส และอากาศบริสุทธิ์เหลืออยู่ สวิตเซอร์แลนด์ทุ่มเทความพยายามทุกวิถีทางที่จะให้ความสุข และความประทับใจในธรรมชาติแก่ผู้มาเยือน จึงขอความกรุณานักท่องเที่ยวทุกท่านได้โปรดร่วมมือร่วมใจกัน รักษาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไว้ให้นักท่องเที่ยวรุ่นหลังได้ชื่นชม

ระเบียบการวีซ่า: ให้ยื่นเอกสารดังต่อไปนี้แก่เจ้าหน้าที่แผนกวีซ่า
- ต้นฉบับหนังสือเดินทาง ที่ยังมีอายุใช้ได้ไม่น้อยกว่าสามเดือนหลังจากการเยือนสวิตเซอร์แลนด์แล้ว
- รูปถ่ายปัจจุบัน ขนาด 2" จำนวน หนึ่งใบ
- ต้นฉบับตั๋วโดยสารเครื่องบิน ไป - กลับ (+สำเนา)
- หนังสือรับรองจากนายจ้าง
- หลักฐานการเงิน (สมุดคู่ฝากเงินธนาคาร + สำเนา ) ย้อนหลังอย่างน้อย 6 เดือน
- สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ให้แสดงต้นฉบับสูติบัตร ( + สำเนา ), หนังสือยินยอมให้เดินทางจาก บิดาและมารดา, ทั้งบิดาและมารดาต้องลงลายมือชื่อในแบบคำร้อง
การพำนักอยู่เป็นเวลาสูงสุดไม่เกินสามเดือนต้องมิใช่เพื่อวัตถุประสงค์อื่นใดนอกจาก การท่องเที่ยว, การเยี่ยมเยือน, การติดต่อธุรกิจ, การบำบัดหรือรักษาพยาบาลทางการแพทย์, พาณิชย์, วัฒนธรรม, ศาสนา, หรือการกีฬา รวมทั้งการติดตามรายงานข่าวชั่วคราวสำหรับสื่อมวลชนต่างประเทศ โปรดติดต่อสถานเอกอัครราชทูตสวิตเซอร์แลนด์หากวัตถุประสงค์หรือระยะเวลาการเยือนต่างไปจากนี้ โดยปกติแล้ววีซ่าจะออกให้ได้ภายใน 24 ชั่วโมง อนึ่ง เจ้าหน้าที่แผนกวีซ่ามีสิทธิที่จะขอหลักฐานอื่นใด เพิ่มเติมนอกเหนือจากที่ระบุไว้แล้วข้างต้น

วีซ่าเชงเก็น ( Visa Schengen )
ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2543 เป็นต้นไป ผู้มีสัญชาติไทยที่ถือหนังสือเดินทางทียังไม่หมดอายุและเข้าหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ มีสิทธิเดินทางเข้าหรือผ่านสวิตเซอร์แลนด์ได้โดยไม่ต้องมีวีซ่าสวิส
1. มีวีซ่าที่ยังไม่หมดอายุและใช้ ได้หลายครั้ง ( Multiple Visa ) สำหรับทุกประเทศในกลุ่ม Schengen (กรีซ เดนมาร์ก นอร์เวย์ เนเธอร์แลนด์ เบลเยียม โปรตุเกส ฝรั่งเศล ฟินแลนด์ เยอรมณี ลักแซมเบิร์ก สเปน สวีเดน ออสเตรีย อิตาลี และไอซ์แลนด์ ) สามารถพำนักอยู่ในสวิตเซอร์แลนด์อยู่ได้สูงสุดไม่เกินสามเดือน (วัตถุประสงค์ของการเดินทาง , โปรดดูข้างต้น)
2. มีใบสำคัญถิ่นที่อยู่ของประเทศใดประเทศหนึ่งในกลุ่มสหภาพยุโรป หรือ EFTA, หรือของ ประเทศสหรัฐอเมริกา, แคนาดา, ราชรัฐอันดอร์รา, ราชรัฐโมนาโก และสาธารณรัฐซานมารีโน, สามารถ พำนักอยู่ในสวิตเซอร์แลนด์ได้สูงสุดไม่เกินสามเดือน (วัตถุประสงค์ของการเดินทาง, โปรดดูข้างต้น) หากท่านเดินทางมาถึงด่านจากประเทศใดในกลุ่มเชงเก็นโดยมีวีซ่าเชงเก็น ที่ยังไม่หมดอายุแต่ฝช้ได้ครั้งเดียวและใช้ไปแล้ว การเดินทางเข้าสวิตเซอร์แลนด์จะได้รับอนุญาตถ้าหากว่า
- ท่านกำลังเดินทางกลับบ้านของท่าน ในกรณีนี้ ท่านจะต้องแสดงตั๋วโดยสารเครื่องบิน
-ท่านกำลังเดินทางไปยังประเทศที่สามในกรณีนี้ ท่านจะต้องแสดงวีซ่าที่ยังไม่หมดอายุสำหรับประเทศนั้น ๆ และตั๋วโดยสารเครื่องบิน ระเบียบด้านสุขภาพในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ไม่มีโรคติดต่อใด ๆ การสร้างภูมิต้านทานโรคติดต่อจำเป็นต่อเมื่อผู้ที่เดินทางมาจากสถานที่ที่มีโรคระบาดอยู่ภายใน 14 วัน ก่อนวันเดินทางมาถึงประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในกรณีที่เจ็บป่วยต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล หรือต้งจ่ายเงินมัดจำหรือแสดงหลักฐานของการประกันสุขภาพในระหว่างการเดินทาง ท่านสามารถชำระเงินมัดจำด้วยเงินสด หรือเช็คเดินทางก็ได้ หลังจากได้รับการรักษาพยาบาลแล้วทางโรงพยาบาลจะส่งใบแจ้งหนี้ไปให้ท่านทราบทางไปรษณีย์ แพทย์เอกชนอาจขอให้ท่านชำระเงินค่ารักษาพยาบาลทั้งหมดหลังการรักษา สวิตเซอร์แลนด์มีแพทย์จากทั่วโลกที่สามารพูดภาษาอังกฤษได้คอบให้บริการท่านอยู่ตลอด 24 ชั่วโมง แพทย์เหล่านี้มาจากสมาคมนานาชาติให้ความช่วยเหลือทมางการแพทย์กับนักเดินทาง (www.iamat.org)

ระเบียบพิธีการศุลกากรสวิตเซอร์แลนด์

การยกเว้นภาษีของนำเข้า มีดังนี้
1. ของใช้ส่วนตัวพอสมควรแก่ฐานะ เช่น เสื้อผ้า เครื่องสำอาง หนังสือ เครื่องเล่นกีฬา กล้องถ่ายรูป กล้องถ่ายภาพยนตร์สมัครเล่น, กล้องถ่ายวีดีโอ (พร้อมฟิล์ม) เครื่องเล่นดนตรี อุปกรณ์ในการตั้งแคมป์ คอมพิวเตอร์สำหรับใช้ในบ้านเรือนหรือคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลที่สามารถพกพาได้สะดวก
2. อาหารสำหรับหนึ่งวัน
3. บุคคลที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป มีสิทธินำเข้าผลิตภัณฑ์จากสัตว์ รวมกันแล้ว น้ำหนักไม่เกิน 2.5 กิโลกรัม (5 ปอนด์)
- เนื้อวัวสดหรือแช่เข็งไม่เกินคนละ 0.5 กิโลกรัม (1 ปอนด์)
- หมูแฮม ไส้กรอก เนื้อแห้ง หรือเนื้อกระป๋อง ไม่เกินคนละ 1 กิโลกรัม ( 2 ปอนด์)
- สัตว์ประเภทมีกระดอง เช่น กุ้ง หอย ปู ปลา ฯลฯ ไม่เกิน 2.5 กิโลกรัม (5 ปอนด์)
4. บุคคลที่มีอายุ 17 ปีขึ้นไป มีสิทธิได้รับยกเว้นภาษีการนำเข้าเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ดังนี้
- ชนิดที่มี ดีกรีไม่เกิน 15 % สามารถ นำเข้าได้คนละ 2 ลิตร(2 ควอร์ตอเมริกัน) หรือถ้าเป็นชนิดที่ดีกรีเกิน 15% นำเข้าได้คนละ 1 ลิตร (1ควอร์ตอเมริกัน)
5. บุคคลที่มีอายุ 17 ปีขึ้นไป มีสิทธินำเข้ายาสูบดังนี้
- บุหรี่ 400 มวน ซิก้าร์ 100 มวน หรือ ยาสูบจำนวน 500 กรัม
6. ผู้เดินทางเข้าสวิสมาจากประเทศในทวีปยุโรป ได้รับการยกเว้นภาษีดังนี้
บุหรี่ 200 มวน ซิก้าร์ 50 มวน หรือยาสูบจำนวน 250 กรัม ยารักษาโรคสำหรับใช้เอง เช่น อินซูลิน ยาแก้แพ้ เป็นต้น ของขวัญของฝาก มูลค่าไม่เกิน 100 สวิสฟรังก์
7. บุคคลที่มีอายุต่ำกว่า 17 ปี มีสิทธิกึ่งหนึ่งของข้อจำกัดนี้ นอกจากนั้น ผู้เดินทางมีสิทธินำเข้าสินค้าปลอดอากรที่มี มูลค่าไม่เกิน 100 สวิสฟรังก์

การคมนาคม

ทางเครื่องบิน
มีสายการบินหลายสายที่บินเข้าท่าอากาศยานระหว่างประเทศของเมืองซูริค (www.unique.ch) เมืองเจนีวา (www.gva.ch) และเมืองบาเซิล (www.euairport.com) สายการบินสวิส (Swiss International Air Lines) ให้บริการบินระหว่างจุดหมายปลายทาง 126 แห่ง ใน 59 แระเทศทั่วโลกส่วนใหญ่จะเป็นประเทศในยุโรป แต่ขณะเดียวกันก็ให้บริการบินไปยังทวีปอื่น ๆ ด้วย (www.swiss.com) ที่สนามบินซูริคกับสนามบินเจนิวา มีสถานีรถไฟภายในบริเวณสนามบินและเส้นทางรถไฟ ที่อำนวยความสะดวกในการเดินทางเข้าไปในเมือง มีบริการทุก 10 - 20 นาที ใช้เวลาเดินทางเข้าเมืองเพียง 10 นาทีเท่านั้น และที่สถานีรถไฟของสนามบินทั้งสองแห่งมีรถไฟวิ่งระหว่างประเทศ ไปยังเมืองใหญ่ของทุกประเทศในยุโรปทุกชั่วโมง ที่เมืองบาเซิล มีรถประจำทางให้บริการจากสนามบินไปยังในเมือง ทุก ๆ ครึ่งชั่วโมง ใช้เวลาเดินทางจากสนามบินเข้าเมืองเพียง 15 - 20 นาที ชุมทางรถประจำทางในเมืองอยู่ติดกับสถานีรถไฟ

การเดินทางโดยรถไฟ
ท่านจะชื่นชอบระบบรถไฟที่ครอบคลุมพื้นที่กว้างขวางและดีเยี่ยมของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพราะท่านจะเดินทางได้อย่างสะดวกสบายและผ่อนคลาย กับทั้งท่านยังสามารถเพลิดเพลินกับทัศนีย์ภาพที่งดงามสองข้างทางรถไฟ รถไฟจะออกจากสถานีทุก ๆ ชั่วโมง เริ่มต้นตั้งแต่เช้าตรู่ไปจนถึงเที่ยงคืน การต่อรถไฟก็ง่ายและสะดวกมาก ตามปรกติแล้วจะใช้เวลาในการเปลี่ยนขบวนรถเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น ตั๋วรถไฟเที่ยวเดียวและตั๋วไป - กลับ มีขายที่สถานีรถไฟทุกแห่งในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ สำหรับการเดินทางหลายเที่ยว ภายในประเทศสวิตเซอร์แลนด์นั้น เราแนะนำให้ท่านใช้ตั๋ว สวิส พาส (Swiss pass) ที่สะดวกและประหยัด การสำรองที่นั่งนั้นจำเป็นมากสำหรับรถไฟที่วิ่งบนเส้นทางสายท่องเที่ยว ที่เน้นเรื่องการชมวิวทิวทัศน์ เช่น สายกลาเชียร์ เอ็กซ์เพรส (Glacier Express) และ สายเบอร์นีน่า เอ็กซ์เพรส (Bernina Express) เป็นต้น การสำรองที่นั่งทำได้ ที่ สถานีรถไฟใหญ่ ๆ ทุกแห่ง

ระบบขนส่งมวลชนของประเทศสวิตเซอร์แลนด์
การเดินทางที่สะดวกสบาย ทั้งรถไฟ รถประจำทางและเรือ การเดินทางในสวิตเซอร์แลนด์ เป็นเรื่องสนุกมากกว่าคำบอกเล่าของคนอื่นเพราะ ระบบการขนส่งมวลชนที่ดีของสวิตเซอร์แลนด์ท่านจะเพลิดเพลินกับทิวทัศน์สองข้างทางรถไฟ จากหน้าต่างบ้านกว้างของรถไฟ จากหน้าต่างรถประจำทาง หรือจากดาดฟ้า เรือล่องทะเลสาบ เรามีทางรถไฟทั่วประเทศยาวถึง 1,300 ไมล์ รถประจำทางกับเรือโดยสารก็มีเส้นทางท่องเที่ยวให้เลือกหลายแบบ ประสบการณ์การเดินทางในสวิตเซอร์แลนด์ที่ท่านจะได้พบต่าง ๆ กันตามระยะทางที่ผ่านไป มีทั้งสวนปาล์ม และธารน้ำแข็ง ระบบการคมนาคมของสวิตเซอร์แลนด์เป็นวิธีที่ดีที่สุดที่ให้โอกาสท่าน ได้เดินทางท่องเที่ยวทั่วสวิตเซอร์แลนด์ได้อย่างปลอดภัยและมีความสุขที่สุด ยิ่งไปกว่านั้น เรายังมรบุคคลากรที่สามารถสื่อสารได้หลายภาษาประจำอยู่ทุกหนทุกแห่ง คอยให้บริการตอบข้อข้องใจและช่วยเหลือแนะนำ อำนวยความสะดวกในการเดินทางทุกอย่าง เช่น การแลกเงิน การสำรองที่นั่ง ระบบการคมนาคมของสวิส ช่วยให้การเดินทางของท่านสะดวกสบายตลอดเวลาที่อยู่ในสวิตเซอร์แลนด์ พูดง่าย ๆ ก็คือ เราบริการด้วยระบบที่เป็นสากลและมีตารางการเดินทางที่เที่ยงตรงตลอดเวลา

การดื่มไวน์และการรับประทานอาหาร
อาหารการกินของสวิตเซอร์แลนด์บ่บอกถึงวัฒนธรรมที่หลากหลายของชาวสวิส อาหาร เช่น ฟองดูและ ราแคล็ต เป็นอาหารสวิสที่รู้จักกันแพร่หลายแล้ว จึงอยากให้ท่านได้ลองลิ้มรส "Papet vaudois" ซึ่งเป็นอาหารจานเด่นในแถบทะเลสาบเจนีวา อาหารจานนี้ประกอบด้วยไส้กรอกกับกะหล่ำปลีดอง ในแถบเกราบึนเดิน อาหารจานเด่นคือ "capuns" กะหล่ำปลีสอดไส้ หรือจะลองชิมซุปกาสต้าร้อน ๆ ที่เสิร์ฟกันในท้องถิ่นที่เป็นสวิสอิตาเลียนก็ได้ ขนมและของหวานของชาวสวิสมีชื่อเสียงไปทั่วโลก ไวน์สวิสก็มีชื่อเสียงโด่งดังไม่แพ้กันโดยเฉพาะไวน์ที่ผลิตในท้องถิ่นที่ปลูกองุ่นทำไวน์เอง ท่านจะไม่ผิดหวังถ้าเรียกหาไวน์ประจำท้องถิ่นมาดื่ม เหล้าสวิสส่วนใหญ่ดีกรีแรงแต่รสชาติเยี่ยมมาก ที่นิยมกันมาก คือ Marc, Kirsch, pfumli และ Williamine ตามภัตตาคารจะมีอาหารชุดพิเศษประจำวัน เรียกว่า "Tagesteller" หรือ "Plat du jour" ราคาประมาณ 15 - 25 สวิสฟรังก์ ส่วนอาหารเป็นชุดแบบ 3 - course meal ราคาประมาณ 30 สวิสฟรังก์

วันหยุดราชการ
วันขึ้นปีใหม่ 1 มกราคม หรือ 2 มกราคม (ขึ้นอยู่กับท้องถิ่นนั้น )
หยุดวัน Good Friday, Easter Monday
วันกรรมกร 1 พฤษภาคม
หยุดวัน Ascension Day, Whitmonday, Corpus, Cristi (ท้องถิ่น)
วันชาติ National Day วันที่ 1สิงหาคม
วันคริสต์มาส วันที่ 25 ธันวาคม
วัน Boxing Day วันที่ 26 ธันวาคม

ชั่วโมงธุรกิจและธนาคาร
ชั่วโมงทำธุรกิจ คือ ระหว่าง 08.00 - 12.00 น. และ 14.00 - 17.00 น. หยุดวันเสาร์อาทิตย์ ธนาคารเปิดทำการ วันจันทร์ถึงวันศุกร์ เวลา 08.30 - 16.30 น. จะมีวันที่เปิดบริการนานเป็นพิเศษสัปดาห์ละหนึ่งวัน สอบถามได้ที่ธนาคารในท้องถิ่นนั้น ตามปกติธนาคารจะหยุดทำการในวันเสาร์ วันอาทิตย์ และวันหยุดราชการ ไปรษณีย์ ในเมืองใหญ่เปิดทำการ วันจันทร์ถึงวันศุกร์ เวลา 08.30 - 18.30 น. วันเสาร์เปิดเวลา 07.30 - 11.00 น. การไปรษณีย์ของสวิสได้รับการยกย่องมากในด้านการบริการระหว่างประเทศ ดูรายละเอียดได้ที่ WWW.swisspost.ch

โทรศัพท์สาธารณะ
สวิสคอม (Swisscom) เป็น เครือข่ายให้บริการด้านการสื่อสารที่ใหญ่ที่สุดของสวิตเซอร์แลนด์ มีตู้โทรศัพท์สาธารณะ (Publifon booths) อยู่ตามสถานีรถไฟ สนามบินและ ตามที่ต่าง ทั่วประเทศเป็นจำนวนมากถึง 12 - 500 ตู้ หากต้องการส่งข้อความ ส่งจดหมายอีเล็คโทรนิก หรือส่งแฟกซ์ ก็ทำได้สะดวกโดยศึกษาวิธีการจากคู่มือการใช้โทรศัพท์ (The electronic phonebook Teleguide) โทรศัพท์ทั่วไปรับบัตรเครดิต หรือจะซื้อบัตรโทรศัพท์ที่เรียกว่า Taxcard และ International Prepaid Card ที่สามารถใช้ได้กับตู้สาธารณะทุกแห่ง ก็ได้ บัตร โทรศัพท์มีขายที่ สำนักงานไปรษณีย์ สถานีรถไฟ ปั๊มน้ำมัน ร้าน kiosk หรือ ตามร้าน Swisscom Shop มีบริการให้เช่าโทรศัพท์มือถือด้วย ผู้ที่สนใจมามารถเข้าไปดูได้ที่ WWW.swisscom.com

ดินฟ้าอากาศ
สวิตเซอร์แลนด์เป็นประเทศที่มีอากาศดีหน้าร้อนไม่ร้อนจัด อุณหภูมิเฉลี่ยของเดือนกรกฏาคม ถึงสิงหาคมประมาณ 18 - 27 องศา เซลเซียส ระหว่างเดือนมกราคมถึงเดือนกุมภาพันธ์อุณหภูมิเฉลี่ย -1 - 5 องศาเซลเซียส และในฤดูในไม้ผลิกับฤดูใบไม้ร่วง ช่วงกลางวันอุณหภูมิประมาณ 8 - 15 องศา เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของอากาศในแต่ละวันทีอยู่ตลอดเวลา จึงขอแนะนำให้นำเสื้อเสว็ตเตอร์ติดตัวไปด้วยเสมอ ควรสวมรองเท้าที่เดินทั้งวันได้สบาย ใส่แว่นกันแดดจะช่วยได้มากในวันที่แดดจัด เพื่อความไม่ประมาทควรมีร่มขนาดพกพาหรือ เสื้อกันฝนติดไปด้วยเสมอ สามารถตรวจสอบสภาพดินฟ้าอากาศได้ที่เว็บไซต์ www.MySwitzerland.com

ช๊อปปิ้ง
สินค้าชั้นดีมีคุณภาพที่ผลิตในประเทศทำให้สวิตเซอร์แลนด์เป็นสวรรค์ของนักช๊อปปิ้งทั่วโลก ไม่ต้องห่วงเรื่องอุปสรรคของการสื่อสารเพราะตามร้านค้าต่าง ๆ มีพนักงานขายที่พูดภาษาอังกฤษได้ดี การท่องเที่ยวในสวิสจะสมบูรณ์เมื่อนักเดินทางได้นาฬิกาสวิสเป็นของขวัญของฝากติดมือกลับบ้าน นาฬิกาสวิสมีชื่อเสียงมากและมีหลายแบบหลายราคาให้เลือกซื้อหากันได้ตามความพอใจ ขอแนะนำร้านขายนาฬิกาสวิส ชื่อ Bucherer ซึ่งเป็นร้านขายนาฬิกา ที่ใหญ่ที่สุดมีสาขามากที่สุด มีตั้งแต่ราคา 50 - 100,000 สวิสฟรังก์ นอกจากนาฬิกาแล้ว ช๊อคโกแล็ตก็เป็น สินค้ามีชื่อเสียงของสวิส มีช๊อคโกแลคให้เลือกมากมายกลายชนิดทั้งรูปแบบและกลิ่นรสต่าง ๆ สินค้าจำพวกผ้าลูกไม้ของสวิสก็เป็นที่รู้จักแพร่หลายกันทั่วไป สินค้าประเภทงานเย็บปักถักร้อยก็เป็นของที่ระลึกที่มีค่า มีดพับของสวิสเป็นสินค้าที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก ตรวจสอบรูปแบบและราคามีดสวิสได้ที่เว็บไซต์ WWW.wengerknite.ch กล่องดนตรีสวย ๆ กับ ของใช้และของตกแต่งบ้านเรือนทำด้วยไม้แกะสลักและเครื่องกระเบื้องเคลือบของสวิส เป็นงานฝีมือที่สวยงามมาก นอกจากนั้นยังมีผลิตภัณฑ์ที่เป็นงานศิลปะและของสะสมที่เป็นของกึ่งโบราณ ให้เลือกซื้อหาเป็นของที่ระลึกอีกด้วย

เงินยูโร
สวิสเซอร์แลนด์ไม่ได้เป็นประเทศสมาชิกของกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป ดังนั้น สวิต เซอร์แลนด์จึงไม่ใช้เงินยูโร แต่ร้านค้าหลายร้านรับเงินยูโรเป็นค่าสินค้าและบริการ สินค้าที่จำหน่ายในสวิสติดราคาเป็นเงินสวิสฟรังก์ นักท่องเที่ยวอาจจ่ายค่าสินค้าเป็นเงินยูโรได้ แต่หากมีเงินทอนจะได้รับเงินทอนเป็นเงินสวิสฟรังก์

การขอคืนภาษี
ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ของสวิตเซอร์แลนด์คือ 7.6 % นักเดินทางท่องเที่ยว จะได้รับเงินภาษีส่วนนี้คืนเมื่อนำสินค้าออกนอกประเทศ ดังนั้น เมื่อซื้อสินค้ามูลค่าเกิน 400 สวิสฟรัก์ให้ขอแบบฟอร์มขอคืนภาษีจะต้องเป็นผู้มีภูมิลำเนาอยู่นอกประเทศสวิตเซอร์แลนด์และ ต้องนำสินค้าที่ซื้อออกไปนอกประเทศภายใน 30 วัน
การขอคืนภาษีมีขั้นตอนง่าย ๆ 3 ขั้นตอนดังนี้
1. ในร้านค้าทั่วไป ยอดซื้อสินค้าแต่ละครั้งจะต้องไม่ต่ำกว่า 400 สวิสฟรังก์ (รวม VAT) ผู้ซื้อจะต้องมีถิ่นที่อยู่นอกสวิตเซอร์แลนด์ และสินค้าจะต้องนำออกไปนอกประเทศสวิตเซอร์แลนด์ภายใน 30 วัน
2. พิธีการศุลกากรเมื่อเดินทางออกนอกประเทศจะต้องนำสินค้าที่ซื้อกับฟอร์มคืนเงินภาษีไปให้ ศุลกากรตรวจเอกสารและสินค้า และประทับตราในแบบขอคืนภาษีด้วย
3. รับเงินค่าภาษีคืน ผู้ซื้อจะขอรับเงินคืนได้หลายวิธี คือ รับเงินสดได้ที่ Cash Refund Office หรือสั่งให้นำเงินภาษีที่ได้คืนเข้าบัญชีเครดิตการ์ด หรือบัญชีเงินฝากธนาคาร หรือรับเป็นเช็คธนาคารก็ได้ ทั้งนี้ผู้ซื้อสินค้าสามารถเลือกวิธีรับเงินคืนได้ตามความพอใจ
ตามปกติแล้ว ร้านค้าในสวิตเซอร์แลนด์จะเปิดบริการตั้งแต่เวลา 09.00 - 18.30 น. วันเสาร์เปิดเวลา 09.00 - 16.00 น. ทุกร้านจะมีวันที่เปิดขายถึง 21.00 น . สัปดาห์ละหนึ่งวันร้านค้าส่วนใหญ่ปิดวันอาทิตย์ แต่ร้านค้าที่แอร์พอร์ต สถานีรถไฟบางแห่ง และจุดพักบนถนนไฮเวย์เปิดขายวันอาทิตย์ด้วย

ธรรมเนียมการให้เงิน Tip
โดยทั่วไป โรงแรมและภัตตาคารจะบวกเงิน Tip ไว้ในใบเสร็จรับเงิน ค่ารถแท็กซี่ก็เหมือนกัน หากมีบริการพิเศษ เช่น ช่วยยกกระเป๋า ก็ควรให้เงินทิปด้วย ประมาณ กระเป๋าละ 2 สวิสฟรังก์

เครื่องใช้ไฟฟ้าในสวิส
กระแสไฟฟ้าในสวิตเซอร์แลนด์ใช้ไฟ 220 Volts (SC) ปลั๊กไฟเป็นปลั๊กกลมแบบ 3 ขา ชนิดที่เป็นแบบมาตรฐานใช้กันทั่วไป สำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก เช่น เครื่องโกนหนวด หรือไดร์เป่าผม ใช้ปลั๊กแบบสองขาก็ได้ อย่างไรก็ตาม อาจต้องใช้เครื่องแปลงกระแสไฟฟ้าแบบพกพาสำหรับอุปกรณ์ไฟฟ้าบางชนิด

คอมพิวเตอร์

การใช้คอมพิวเตอร์แบบ Laptop ควรตรวจสอบว่าเครื่องคอมพิวเตอร์มีเครื่องแปลงกระแสไฟอัตโนมัติหรือไม่ ตามปกติแล้ว คอมพิวเตอร์แบบ Laptop มักออกแบบมาให้ใช้ได้ทั่วโลก มิฉะนั้นท่านอาจต้องใช้เครื่องแปลงกระแสไฟฟ้าแบบพกพากับคอมพิวเตอร์ของท่าน สำหรับท่านที่ต้องการใช้ E - Mail ควรมี RJ 45 adapter ติดตัวไปด้วยเสมอ




ที่มา : การท่องเที่ยวสวิสเซอร์แลนด์

 

 

 



 

การสมัครวีซ่า เชงเก้น มี 15 ประเทศ ดังต่อไปนี้คือ
Austria, Belgium, Denmark, Finland, France, Germany, Iceland, Italy, Greece, Luxembourg, Netherlands, Norway, Portugal, Spain, Sweden   (ประเทศเหล่านี้ เราขอวีซ่าครั้งเดียวเที่ยวได้หมดเลย)


 


 การใช้ชีวิตประจำวัน
เป็นพระราชวังฤดูร้อนของราชวงศ์ฮับส์บวร์กด้านหลังของพระราชวังในอดีตเคยใช้เป็นที่ล่าสัตว์ปัจจุบันได้ตกแต่งเป็นสวน และ น้ำพุอย่างสวยงาม อันเป็นที่มาของชื่อพระราชวังเชินบรุนน์ ในอดีตนั้นพระราชินีฝรั่งเศส มารี อังตัวเนต ได้เคยใช้ชีวิตช่วงวัยเด็ก ณ พระราชวังแห่งนี้ และ โมสารท์ยังเคยมาบรรเลงดนตรี จักพรรดินโปเลียนเคยได้เสด็จมาประทับอยู่กับพระราชโอรสของพระองค์ ภายในพระราชวังมีห้องต่างๆตกแต่งไว้อย่างสวยงามอาทิ เช่น ห้องบรรทม ห้องจัดเลี้ยง ห้องทรงงาน ห้องบอลลูม ใช้จัดงานเต้นรำ หรือแสดงดนตรี ปัจจุบันยังมีการใช้งานอยู่เป็นครั้งคราว

แนะนำเมืองที่น่าสนใจ


ข้อมูลอังกฤษ
การผลิตเครื่องจักร และโครงสร้างเหล็ก อุตสาหกรรม audiovisual และภาพยนตร์ ผลิตภัณฑ์เหล็กและโลหะอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กโทรนิคส์ อุตสาหกรรมเคมี อุตสาหกรรมยานยนต์ การแปรรูปไม้ การแปรรูปหินและผลิตเซรามิกส์ อุตสาหกรรมอาหาร (ข้อมูลสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน)
ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ เสื้อผ้าสำเร็จรูป แผงวงจรไฟฟ้า ข้าว อาหารทะเลกระป๋อง ยานพาหนะ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องรับวิทยุโทรทัศน์และส่วนประกอบ กุ้งสดแช่เย็น แช่แข็ง อัญมณี และเครื่องประดับ ยางพารา เป็นต้น

ผลผลิตหลัก

           สินค้านำเข้าที่สำคัญ เครื่องจักร เคมีภัณฑ์ อาหารสำเร็จรูป สิ่งทอและผ้าผืน ปิโตรเลียมนำเข้าจาก (ร้อยละ) เยอรมนี (42.9) อิตาลี (8.8) ฝรั่งเศส (4.8) สหรัฐอเมริกา (4.5) สวิตเซอร์แลนด์ (3.6%) เนเธอร์แลนด์ (3.2%) สหราชอาณาจักร (3.0) เบลเยี่ยม-ลักเซมเบอร์ก (2.3) ญี่ปุ่น (2.4) เช็ก (2.0) ฮังการี (2.7)

    ประธานาธิบดี Dr. Thomas Klestil (ได้รับเลือกเข้าดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2535 และได้รับการเลือกตั้งเป็นวาระที่สองเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2541) นายกรัฐมนตรี Dr. Wolfgang Schuessel (4 กุมภาพันธ์ 2543)

    ศาสนา โรมันแคทอลิค ประมาณ 80 % โปเทสทานต์และอื่นๆ 20 %

    ภาษาทางการ ภาษาเยอรมัน ภาษาธุรกิจใช้ภาษาเยอรมัน และอังกฤษ

    เมืองหลวง กรุงเวียนนา

    การปกครอง ระบอบประชาธิบไตย โดยมีประธานาธิบดีเป็นประมุข

    สกุลเงิน ยูโร (EURO)

    มาตราฐานการชั่ง ระบบเมตริก

    ระบบไฟฟ้า 220 โวล์




    ตั๋วเครื่องบิน

    ตั๋วเครื่องบิน article
    ข้อมูลท่องเที่ยวทั่วโลก article
    ข้อมูลสาธารณรัฐไอซ์แลนด์ article
    ข้อมูลท่องเที่ยวเวียตนาม-พม่า article
    ข้อมูลอียิปต์ article
    ข้อมูลเกาหลี article
    ข้อมูลศรีลังกา-มัลดีฟส์ article
    ข้อมูลสหรัฐอเมริกา-แคนาดา article
    ข้อมูลจีน-ไต้หวัน article
    ข้อมูลประเทศภูฐาน article
    ข้อมูลเขมร-ลาว article
    ข้อมูลรัสเซีย article
    ข้อมูลตุรกี article
    ข้อมูลญี่ปุ่น article
    ข้อมูลอินเดีย article
    ข้อมูลออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ article
    ข้อมูลฮ่องกง-สิงคโปร์ article
    ตัวย่อสายการบินทั่วโลก
    ข่าวท่องเที่ยว article
    ข้อมูลมาเก๊า article
    ข้อมูลการบินสะสมไมล์ของแต่ละกลุ่มสายการบิน article
    ข้อมูลติดต่อสถานฑูต article
    ข้อมูลจังหวัดทั่วไทย article
    ข้อมูลอุทยานแห่งชาติ article
    การขอหนังสือเดินทางไทย และทำวีซ่าไปต่างประเทศ article
    ความรู้เกี่ยวกับเรื่องตั๋วเครื่องบิน article



    dot
    •  General Informations
    dot
    dot
    •  Airlines
    dot
    dot
    •  บัตรเข้าชมการแสดง และล่องเรือ
    dot
    dot
    •  Contact Us (ติดต่อเรา)
    dot
    dot
    •  Booking Hotel Online
    dot



    Copyright © 2010 All Rights Reserved.
    ราคาทัวร์ ตั๋วเครื่องบิน แพ็คเก็จทัวร์ บัตรการแสดง ล่องเรือและบริการอื่นๆ ยังไม่รวมภาษีทุกชนิด รวมทั้งราคาสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละสถานที่ ภาวะน้ำมันโลก อัตราแลกเปลี่ยนเงิน ภาวะสงคราม ภัยธรรมชาติ และภาษีสนามบิน



    ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ท.ท.ท. เลขที่ 11/3922

    READY HOLIDAY CO., LTD. TEL : 02-539 0201 FAX : 02-539 0207

    Top 100 ข้อมูลท่องเที่ยว

    สถานที่ท่องเที่ยว
    home stay อัมพวา เกาหลี เกาะ เกาะกูด เกาะเกร็ด เกาะช้าง เกาะเต่า เกาะนางยวน เกาะพงัน เกาะพีพี เกาะมันนอก เกาะรอก เกาะลันตา เกาะล้าน เกาะสมุย เกาะสิมิลัน เกาะสีชัง เกาะเสม็ด เกาะหมาก เกาะหลีเป๊ะ เกาะเหลายา เกาะเหลาเหลียง เกาะไหง เขาตะเกียบ เขาคิชกูฎ เขาแหลมหญ้า เขาใหญ่ เขื่อนรัชชประภา ชะอำ ซาฟารีเวิลด์ ดอยตุง ดอยสุเทพ ตลาดน้ำดำเนินสะดวก ตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง ตลาดน้ำอัมพวา ตลาดโรงเกลือ ถ้ำมรกต ทท. ท่องเที่ยว ท่องเที่ยวทะเล ท่องเที่ยวทั่วไทย ท่องเที่ยวไทย ทะเล ทะเลแหวก ทีลอซู เที่ยวเกาะกูด เที่ยวเกาะช้าง น้ำตกเขาชะเมา น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น บางแสน บ้านกรูด บึงฉวาก ประจวบ ปราณบุรี ปางอุ๋ง ปาย พัทยา พัทยาใต้ ฟาร์มโชคชัย ภูกระดึง ภูเรือ โรงเกลือ สมุย สระมรกต สวนสน สวนสนประดิพัทธ์ สวนสยาม สิมิลัน เสม็ด หมู่เกาะสุรินทร์ หมู่เกาะอ่างทอง หลวงพระบาง หลีเป๊ะ หัวหิน หาดจอมเทียน หาดเจ้าสำราญ หาดชะอำ หาดทรายแก้ว หาดปึกเตียน หาดแม่รำพึง แหลมแม่พิมพ์ อ่าวทับทิม อ่าวนาง อ่าวมะนาว อ่าววงเดือน
    โรงแรมที่พัก
    ที่พัก เกาะช้า ที่พัก ชะอำ ที่พัก พัทยา ที่พัก ระยอง ที่พักเกาะช้าง ที่พักเกาะเสม็ด ที่พักชะอำ ที่พักบนเกาะเสม็ด ที่พักพัทยา ที่พักระยอง ที่พักหัวหิน โรงแรม พัทยา โรงแรม ภูเก็ต โรงแรม หัวหิน โรงแรมชะอำ โรงแรมในกรุงเทพ โรงแรมในหัวหิน โรงแรมพัทยา โรงแรมภูเก็ต โรงแรมหัวหิน
    การเดินทางแผนที่
    ขสมก หมอชิต สายการบิน แผนที่กรุงเทพ แผนที่เกาะช้าง แผนที่จังหวัดระยอง แผนที่เชียงใหม่ แผนที่ทางหลวง แผนที่ไทย แผนที่ประเทศไทย
    แผนที่พัทยา