ReadyPlanet.com
dot dot
ข้อมูลจีน-ไต้หวัน article
ข้อมูลทั่วไปของประเทศจีน

ที่ตั้ง
ตั้งอยู่ด้านตะวันออกของทวีปเอเชีย มีพรมแดนติดต่อกับประเทศต่างๆ โดยรอบ 15 ประเทศ คือ เกาหลีเหนือ รัสเซีย มองโกเลีย คาซัคสถาน เคอร์กิชสถาน ทาจิกิสถาน อัฟกานิสถาน ปากีสถาน อินเดีย เนปาล สิกขิม ภูฐาน พม่า ลาว และเวียดนาม ขณะที่ทิศตะวันออกและทิศใต้จดทะเลเหลือง ทะเลจีนตะวันออก และทะเลจีนใต้

พื้นที่
9.6 ล้านตารางกิโลเมตร มีเส้นพรมแดนทางบกยาวกว่า 2 หมื่นกิโลเมตร

ภูมิประเทศ
ทางตะวันตกส่วนใหญ่เป็นเทือกเขา ทะเลทราย และที่ราบสูง และค่อยๆ ลาดลงทางทิศตะวันออก

รูปแบบการปกครอง สังคมนิยมแบบจีน

ประธานาธิบดี นายหู จิ่นเทา (Hu Jintao) (มีนาคม 2546)
-
นายกรัฐมนตรี นายเวิน เจียเป่า (Wen Jiabao) (มีนาคม 2546)

รัฐมนตรีต่างประเทศ นายหลี่ จ้าวซิง (Li Zhaoxing) (มีนาคม 2546)

วันชาติ
1 ตุลาคม (สาธารณรัฐประชาชนจีนได้รับการสถาปนาขึ้นเมื่อ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2492 ภายหลังจากที่พรรคคอมมิวนิสต์ จีนมีชัยชนะในสงครามกลางเมืองเหนือพรรคก๊กหมินตั๋ง)

ธงชาติ
รูปดาวสีเหลือง 5 ดวงบนพื้นสีแดง (ดาวดวงใหญ่หมายถึงพรรคคอมมิวนิสต์จีนซึ่งเป็นผู้นำ ดาวเล็กๆ ทั้งสี่ดวงหมายถึง “ชนชั้น” ที่ประกอบขึ้นเป็นสังคมจีน คือ ชนชั้นกรรมกร ชนชั้นชาวนา ชนชั้นนายทุนน้อย และชนชั้นนายทุนแห่งชาติ)

เมืองหลวง กรุงปักกิ่ง (ภาษาราชการจีนเรียกว่า “เป่ยจิง” – Beijing)

ประชากร 1,292.27 ล้านคน (2546)

ชนชาติ
มีชนชาติต่างๆ อยู่รวมกัน 56 ชนชาติ โดยเป็นชาว ”ฮั่น” ร้อยละ 93.3 ที่เหลือเป็นชนกลุ่มน้อย ที่สำคัญได้แก่ ชนเผ่าจ้วง หุย อุยกูร์ หยี ทิเบต แม้ว แมนจู มองโกล ไตหรือไท เกาซัน

ภาษา ภาษาจีนกลาง (ผู่ทงฮว่า) เป็นภาษาราชการ ชาวจีนในมณฑลต่างๆ มีภาษาพูดท้องถิ่นที่แตกต่างกัน เช่น เสฉวน หูหนาน กวางตุ้ง ไหหลำ และฮกเกี้ยน

ศาสนา ลัทธิขงจื้อ ศาสนาพุทธ ลัทธิเต๋า ศาสนาอิสลาม และศาสนาคริสต์

เขตการปกครอง
การปกครองส่วนกลางแบ่งออกเป็น 23 มณฑล (รวมถึงไต้หวัน) 5 เขตปกครองตนเอง (มองโกเลีย หนิงเซี่ย ซินเจียง กวางสี และทิเบต) 4 มหานครที่ขึ้นต่อส่วนกลาง (ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ เทียนจิน และฉงชิ่ง) และ 2 เขตบริหารพิเศษ(ฮ่องกง และมาเก๊า)

สถาปนาความสัมพันธ์ไทย-จีน 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2518

เอกอัครราชทูตไทยประจำจีน นายจุลพงษ์ โนนศรีชัย (เข้ารับหน้าที่เมื่อมิถุนายน 2547)

เอกอัครราชทูตจีนประจำไทย นายจาง จิ่วหวน Mr. Zhang Jiuhuan (เข้ารับหน้าที่เมื่อพฤษภาคม 2547)

การเมืองการปกครอง
สถานการณ์ทั่วไปในจีน

การเมือง
(1) การเมืองการปกครอง
ในระบอบการปกครองของจีนพรรคคอมมิวนิสต์จะเป็นผู้กำหนดนโยบายทุกด้านให้รัฐบาลไปปฏิบัติ (รัฐบาลจึงไม่ใช่องค์กรกำหนดนโยบาย) โดยจีนมีนโยบายภายในที่สำคัญ ดังนี้
1.1 เน้นการปฏิรูปเศรษฐกิจและการเปิดประเทศเพื่อสร้างความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ และกำหนดเป้าหมายให้ GDP เพิ่มขึ้นอีก 4 เท่าตัว และทำให้จีนสร้างความกินดีอยู่ดี “เสี่ยวคาง” แก่คนจีนในระดับเดียวกับประเทศที่กำลังพัฒนาในระดับกลาง ภายในปี 2563 (ค.ศ. 2020) ในขณะเดียวกัน ก็ต้องแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำของระดับการพัฒนาระหว่างภาคตะวันออกกับภาคตะวันตก ซึ่งอาจนำมาซึ่งปัญหาการเมือง สังคม ความแตกแยกของชนชาติที่รุนแรง จึงได้กำหนดให้พัฒนาภาคตะวันตกไปในเวลาเดียวกันด้วย
1.2 จีนยังไม่เน้นการปฏิรูปทางการเมืองอย่างรวดเร็ว จะดำเนินอย่างค่อยเป็นค่อยไป ในขณะเดียวกัน เพื่อลดกระแสกดดันการเรียกร้องให้ปฏิรูปการเมือง ซึ่งพรรคคอมมิวนิสต์จีนประเมินแล้วว่าไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ในระยะ 10 ปีข้างหน้า นายเจียง เจ๋อหมิน จึงได้เสนอหลักการ 3 ตัวแทนขึ้นมาและบรรจุลงไปในธรรมนูญของพรรค หลักการ 3 ตัวแทน จะสามารถลดแรงกดดันของกลุ่มนายทุนใหม่และนักวิชาการเรื่องปฏิรูปการเมืองได้ โดยพรรคคอมมิวนิสต์เปิดกว้างให้คนเหล่านี้เข้าไปมีส่วนร่วมในพรรคและการบริหารประเทศได้ในระดับหนึ่ง ทั้งนี้ จีนได้เริ่มปล่อยให้การปกครองระดับท้องถิ่นในระดับตำบลและเมือง (อำเภอ) มีการเลือกตั้งโดยอิสระแล้วตั้งแต่ปี 2538

หลักการสามตัวแทนได้กำหนดให้พรรคคอมมิวนิสต์จีนเป็นตัวแทนใน 3 ด้าน คือ
(1) ด้านการผลิต โดยดูแลการพัฒนาทางเศรษฐกิจ
(2) ด้านวัฒนธรรม โดยดำรงไว้ซึ่งวัฒนธรรมอันดีของจีน และนำวัฒนธรรมอื่นที่ดีมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติ
(3) เปิดให้พรรคคอมมิวนิสต์จีนเป็นตัวแทนของประชาชนทุกชนชั้น กล่าวคือ ได้เปิดให้กลุ่มนายทุนและนักธุรกิจ ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่พรรคกำหนดเข้ามาเป็นสมาชิกพรรค และมีส่วนร่วมทางการเมืองเพิ่มขึ้น ถือเป็นการเปลี่ยนภาพลักษณ์ของพรรคจากตัวแทนเชิงปฏิวัติ หรือตัวแทนของชนชั้นแรงงาน เป็นตัวแทนเชิงบริหาร หรือตัวแทนของประชาชนทุกชนชั้น

(2) พรรคคอมมิวนิสต์จีน
สาธารณรัฐประชาชนจีนปกครองในระบบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์มีพรรคคอมมิวนิสต์จีนซึ่งมีสมาชิกประมาณ 68 ล้านคน (สถิติเดือนกรกฎาคม 2546) เป็นสถาบันทางการเมืองที่มีอำนาจในการกำหนดนโยบายด้านต่างๆ ของประเทศอย่างเบ็ดเสร็จตามแนวทางลัทธิมาร์กซ์-เลนิน ความคิดของอดีตประธานาธิบดีเหมา เจ๋อตง ทฤษฎีการสร้างสรรค์สังคมนิยมที่มีเอกลักษณ์แบบจีนของเติ้ง เสี่ยวผิง รวมถึงทฤษฎีสามตัวแทนที่ได้รับการบรรจุเข้าในธรรมนูญของรัฐเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2545 โดยรัฐบาลและรัฐสภามีหน้าที่คอยปฏิบัติตามมติและนโยบายที่พรรคกำหนดโดยยึดหลักประชาธิปไตยรวมศูนย์ (Democratic Centralism) ตามธรรมนูญพรรค กำหนดให้มีการประชุมสมัชชาพรรคแห่งชาติ (Party Congress) ทุก 5 ปี นับตั้งแต่ได้มีการจัดตั้งพรรคขึ้นในปี 2464 จนถึงปัจจุบัน พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้จัดให้มีการประชุมสมัชชาพรรคคอมมิวนิสต์แล้วรวมทั้งสิ้น 16 ครั้ง โดยได้จัดประชุมสมัชชาพรรคสมัยที่ 16 ไปเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2545 ซึ่งนายหู จิ่นเทา ได้รับเลือกให้เป็นเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ คนปัจจุบัน (วาระ 5 ปี)

การเมืองภายในจีนยังคงมีเสถียรภาพภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์จีน เมื่อวันที่ 8-14พฤศจิกายน 2545 ได้มีการประชุมสมัชชาพรรคสมัยที่ 16 ซึ่งมีการถ่ายโอนอำนาจจากผู้นำรุ่นที่ 3 ซึ่งมีนายเจียง เจ๋อหมิน เป็นแกนนำ ไปยังรุ่นที่ 4 ซึ่งมีนายหู จิ่นเทา เป็นแกนนำ

ที่ประชุมได้แต่งตั้งนายหู จิ่นเทา เป็นเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีน สืบแทนนายเจียง เจ๋อหมิน พร้อมทั้งแต่งตั้งสมาชิกถาวรประจำกรมการเมือง (Members of Standing Committee of the Political Bureau of the Central Committee of CPC) อีก 8 คน ถือได้ว่าบุคคลทั้ง 9 คนนี้ เป็นผู้ที่มีความสำคัญทางการเมืองระดับสูงสุดของจีน

ระหว่างวันที่ 5-18 มีนาคม 2546 ได้มีการประชุมสภาประชาชนแห่งชาติสมัยที่ 10 ขึ้น ในการประชุมครั้งนี้ได้มีการสรุปผลการบริหารประเทศในช่วง 5 ปี พร้อมทั้งแต่งตั้งผู้นำรัฐบาลชุดใหม่ โดยได้แต่งตั้งให้ นายหู จิ่นเทา เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีน เป็นประธานาธิบดี (สืบแทนนายเจียง เจ๋อหมิน) และนายเวิน เจียเป่า เป็นนายกรัฐมนตรี (สืบแทนนายจู หรงจี) ในขณะที่ นายเจียง เจ๋อหมิน ยังคงดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการทหารพรรคคอมมิวนิสต์จีนต่อไปอีกสมัย

ผู้นำจีน
สมัชชาพรรคสมัยที่ 16 ได้คัดเลือกบุคคลเป็นสมาชิกกรมการเมืองจำนวน 25 คน (เพิ่มจากเดิม 3 คน) และสมาชิกกรมการเมือง 25 คนนี้ ได้เลือกตั้งสมาชิกถาวรประจำกรมการเมือง (Standing Committee of the Political Bureau of the Central Committee) จำนวน 9 คน (เพิ่มขึ้นจากเดิม 2 คน) เรียงตามลำดับอาวุโส ได้แก่
(1) นายหู จิ่นเทา
(2) นายอู๋ ปางกั๋ว
(3) นายเวิน เจียเป่า
(4) นายเจี่ย ชิ่งหลิน
(5) นายเจิง ชิ่งหง
(6) นายหวง จวี๋
(7) นายอู๋ กวานเจิ้ง
(8) นายหลี่ ฉางชุน
(9) นายหลัว ก้าน

เศรษฐกิจ
เศรษฐกิจจีนยังขยายตัวอย่างต่อเนื่องภายใต้นโยบายการปฏิรูปและการเปิดประเทศที่ ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2521 รัฐบาลจีนมีเป้าหมายที่จะเน้นผลผลิตทางการเกษตรให้พอเพียงสำหรับการบริโภคภายในประเทศ ในขณะเดียวกัน ก็จะเน้นการพัฒนาด้านเทคโนโลยีระดับสูงด้วย

ในปี 2544 จีนได้เข้าเป็นสมาชิก WTO และได้ตั้งเป้าหมายว่า เมื่อถึงปี 2548 การค้าต่างประเทศจะมีมูลค่า 6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยจีนยังเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้า จีนตั้งเป้าหมายว่า เมื่อถึงปี 2548 รายได้เฉลี่ยต่อหัวจะเพิ่มขึ้นเป็น 1,130 ดอลลาร์สหรัฐ และ ปี 2553 จะเพิ่มขึ้นเป็น 1,600 ดอลลาร์สหรัฐ จาก 1,090 ดอลลาร์สหรัฐในปัจจุบัน (2546)

สังคม
การเปิดประเทศและการปฏิรูปเศรษฐกิจของจีนส่งผลให้ประชาชนจีนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดปัญหาสังคมอย่างกว้างขวาง อาทิ ปัญหาการแพร่ขยาย ของอิทธิพลตะวันตก ปัญหายาเสพติด ปัญหาการเพิ่มประชากร ปัญหาความเลื่อมล้ำทางสังคม เนื่องจาก รายได้ของประชาชนในเมืองและชนบทมีความแตกต่างอยู่มาก

รัฐบาลจีนได้พยายามแก้ปัญหาโดยใช้มาตรการควบคุมและรณรงค์ให้ประชาชนยึดมั่นในอุดมการณ์สังคมนิยมและชาตินิยม ควบคุมสื่อมวลชนและอินเตอร์เน็ต เพื่อควบคุมการเผยแพร่ข้อมูลที่อาจเป็นภัยคุกคามต่อประเทศ ขณะเดียวกัน ก็พยายามลดช่องว่างระหว่างเมืองกับชนบท ตลอดจนให้สิทธิเสรีภาพแก่ประชาชนในการประกอบธุรกิจและการดำเนินชีวิตประจำวันมากขึ้น

เศรษฐกิจการค้า
เงินตรา สกุลเงินเรียกว่า “เหรินหมินปี้” โดยมีหน่วยเรียกเป็น “หยวน”

อัตราแลกเปลี่ยน
1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 8.289 หยวน (ส.ค. 2547)
1 ยูโร เท่ากับ 10.2342 หยวน (ส.ค. 2547)
1 หยวน เท่ากับ 5.04 บาท (ส.ค. 2547)

รายได้เฉลี่ยต่อหัวต่อปี
1,132 ดอลลาร์สหรัฐ (มิ.ย. 2547) (ปี 2546 เป็นปีแรกที่สูงเกิน 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ)

GDP
ประมาณ 1.436 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2546) ถือว่าเศรษฐกิจของจีนมีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 6 ของโลก
327,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ไตรมาสแรกของปี 2547)

GDP Growth
9.1% (ปี 2546) คิดเป็นอัตราการขยายตัวที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2540
9.7% (เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปี 2546)

ทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศ
410,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (สถิติปี 2546 สูงเป็นอันดับที่ 2 ของโลก รองจากญี่ปุ่น)
ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2547 ทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศเพิ่มสูงถึง 439,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงเป็นอันดับที่ 2 ของโลก รองจากญี่ปุ่น

อัตราเงินเฟ้อ ร้อยละ 5.3

การค้าระหว่างประเทศ
โครงสร้างเศรษฐกิจจีนในปัจจุบัน ประกอบด้วย ภาคอุตสาหกรรม 54% ของ GDP ภาคบริการ 28% ภาคเกษตรกรรม 14% และภาคการก่อสร้างคิดเป็น 4% ของ GDP เศรษฐกิจจีนยังขยายตัวอย่างต่อเนื่องภายใต้นโยบายการปฏิรูปและการเปิดประเทศที่ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2521 รัฐบาลจีนมีเป้าหมายที่จะเน้นผลผลิตทางการเกษตรให้พอเพียงสำหรับการบริโภคภายในประเทศ โดยการเน้นการพัฒนาด้านเทคโนโลยีระดับสูง เพื่อยกระดับการผลิตและการกระจายรายได้อย่างเท่าเทียมกันด้วย

การค้าระหว่างประเทศของจีนในปี 2546 มีมูลค่ารวม 851,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (เป็นประเทศที่มีปริมาณการค้าระหว่างประเทศสูงเป็นอันดับ 4 ของโลก) นำเข้าสินค้าจากต่างประเทศมูลค่า 412,800 ล้านดอลลาร์
สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 34.65 ส่งออกสินค้ามูลค่า 438,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 39.68

การค้าระหว่างประเทศของจีนในช่วงม.ค. – ก.ค. ของปี 2547 มีมูลค่ารวม 631,110 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (เป็นประเทศที่มีปริมาณการค้าระหว่างประเทศสูงเป็นอันดับ 4 ของโลก) นำเข้าสินค้าจากต่างประเทศมูลค่า 313,990 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 41.3 ส่งออกสินค้ามูลค่า 309,120 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 35.5

นโยบายสำคัญด้านเศรษฐกิจของจีน มีรายละเอียด ดังนี้
(1) ยึดมั่นการกระตุ้นอุปสงค์ของตลาดภายในประเทศต่อไป
(2) ดำเนินนโยบายการคลังในเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง เพื่อยึดเป็นยุทธศาสตร์ระยะยาวของประเทศ รวมทั้งรักษาเสถียรภาพของค่าเงินหยวน
(3) เร่งปรับโครงสร้างด้านการเกษตร การปฏิรูปชนบท และการเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร
(4) เร่งปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจในเชิงยุทธศาสตร์ โดยเน้นการพัฒนาด้านเทคโนโลยีแก่วิสาหกิจจีน ยกระดับมาตรฐานเทคโนโลยีการผลิต พัฒนาด้านการศึกษา เพื่อเสริมสร้างศักยภาพบุคคล และใช้โอกาสที่จีนเข้าเป็นสมาชิก WTO ขยายการติดต่อและร่วมมือกับต่างประเทศมากขึ้น
(5) ปรับเปลี่ยนการบริหารงานด้านเศรษฐกิจของภาครัฐ เพื่อความเป็นเอกภาพของนโยบายและความโปร่งใส ซึ่งจะยกระดับการทำงานให้สอดคล้องกับหลักสากล รวมทั้งฝึกฝนอบรมบุคลากรที่เชี่ยวชาญในกฎหมายและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
(6) พัฒนาภาคตะวันตก เพื่อลดความเลื่อมล้ำระหว่างการพัฒนา และมาตรฐานความเป็นอยู่ของประชาชนทางภาคตะวันออก และตะวันตก
(7) พัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และอุตสาหกรรมไฮเทค เพื่อส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืน และเพิ่มมูลค่าของสินค้า
(8) จีนมีนโยบายเปิดกว้างด้านตลาดหลักทรัพย์ โดยนักลงทุนต่างชาติที่มีคุณสมบัติเหมาะสมสามารถยื่นขอใบอนุญาต Qualified Foreign Institutional Investor: QFII จากคณะกรรมการกำกับและดูแลตลาดหลัดทรัพย์จีน (China Securities Regulatory Commission: CSRC) โดยนโยบายดังกล่าวเริ่มใช้อย่างเป็นทางการเมื่อปลายปี 2545

ในปัจจุบันตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรจีนมีมูลค่าการลงทุนสูงถึง 500,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเดิมสงวนไว้สำหรับนักธุรกิจจีนเท่านั้น การเปิดตลาดจึงเปรียบเสมือนการเปิดโอกาสในการลงทุนทีมีมูลค่าสูงให้แก่นักลงทุนต่างชาติ ขณะเดียวกัน จะช่วยระดมทุนใหม่ ๆ และสร้างความชำนาญให้แก่ตลาดหลักทรัพย์จีน และกระตุ้นให้เกิดแรงซื้อขายในตลาดหุ้น

สินค้าออกที่สำคัญ
เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักรกล เสื้อผ้าและสิ่งทอ รองเท้า ของเด็กเล่น อุปกรณ์กีฬา เชื้อเพลิงธรรมชาติ เคมีภัณฑ์

สินค้าเข้าที่สำคัญ
เครื่องจักรกล เม็ดพลาสติก เคมีภัณฑ์ เหล็กและเหล็กกล้า เชื้อเพลิงธรรมชาติ

การลงทุนจากต่างประเทศ
ในส่วนของการลงทุนจากต่างประเทศ มูลค่าเงินลงทุนในจีน (FDI) มีมูลค่าประมาณ 53,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (2546) และ 25.91 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ม.ค.-พ.ค. 2547) โดยในปี 2544 จำนวน FDI ที่ลงทุนในประเทศจีนในปี 2545 มีมูลค่าสูงกว่าประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นครั้งแรก และคิดเป็นร้อยละ 37 ของ FDI ที่ไหลเข้ามายังกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา

ผู้ลงทุนที่สำคัญ
ฮ่องกง ไต้หวัน สหรัฐฯ เยอรมนี สิงคโปร์ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้

การลงทุนของไทยในจีน
ณ ปี 2546 ไทยลงทุนในจีนรวม 3,264 โครงการ มูลค่าการลงทุน 5,926 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ปี 2544 ไทยลงทุนในจีนรวม 140 โครงการ มูลค่าการลงทุน 194 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 0.41% ของการลงทุนต่างชาติในจีน
ปี 2545 ไทยลงทุนในจีนรวม 161 โครงการ เพิ่มขึ้น 15% คิดเป็นมูลค่าการลงทุนทั้งสิ้น 359.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 0.47% ของการลงทุนต่างชาติในจีน

การลงทุนของจีนในไทย
การลงทุนของจีนในไทย ณ ปี 2546 มีจำนวน 235 โครงการ มูลค่าการลงทุนประมาณ 263 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยลงทุนในกิจการอุตสาหกรรมเบา อุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ กระดาษ และพลาสติก และอุตสาหกรรมโลหะพื้นฐานการลงทุนที่จีนได้รับอนุมัติจากรัฐบาลจีนมีจำนวนทั้งสิ้น 69 โครงการ ประกอบด้วยกิจการก่อสร้าง การค้า ธนาคาร การแปรรูปโลหะ การท่องเที่ยว อสังหาริมทรัพย์ สายการบิน เครื่องจักร ร้านอาหาร และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์

การค้าของไทยกับจีน
การค้าไทย-จีนในปี 2546 มีมูลค่า 11,693.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปี 2545 ร้อยละ 38.34 โดยมีมูลค่าการส่งออกไปจีน 5,691.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปี 2545 ร้อยละ 60.09และนำเข้าจากจีน 6,002.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปี 2545 ร้อยละ 22.56

สำหรับการค้าสองฝ่ายระหว่างเดือนมกราคม-มิถุนายน 2547 มีมูลค่า 7,776 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากระยะเวลาเดียวกันในปี 2546 ร้อยละ 36.2 โดยไทยส่งออก 5,364 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 34.6 นำเข้า 2,411 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 40

สินค้าเข้าจากไทย 10 อันดับแรก
เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์และส่วนประกอบ ยางพาราและเม็ดพลาสติก น้ำมันดิบ เคมีภัณฑ์ แผงวงจรไฟฟ้า เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ น้ำมันสำเร็จรูป

สินค้าออกมาไทย 10 อันดับแรก
เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เครื่องคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ เครื่องจักรใช้ในอุตสาหกรรม ผ้าผืน เครื่องใช้ไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์โลหะ เสื้อผ้า รองเท้า และผลิตภัณฑ์สิ่งทออื่นๆ หลอดภาพโทรทัศน์ เครื่องมือวิทยาศาสตร์การแพทย์ (10 อันดับแรก)

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน
สถานะความสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีน

1. ด้านการเมือง
นับตั้งแต่ไทยได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับสาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2518 ความสัมพันธ์ไทย-จีนดำเนินมาด้วยความราบรื่นบนพื้นฐานของความเสมอภาค เคารพซึ่งกันและกัน ไม่แทรกแซงกิจการภายในซึ่งกันและกัน และอยู่ภายใต้หลักการของผลประโยชน์ร่วมกันเพื่อธำรงไว้ซึ่งความมั่นคง สันติภาพ และเสถียรภาพของภูมิภาค และได้มีการร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดในอดีต โดยเฉพาะในช่วงสงครามกัมพูชาที่ได้ทำให้ทั้งสองฝ่ายมีความไว้เนื้อเชื่อใจกันซึ่งเป็นแนวทางการพัฒนาความสัมพันธ์ทางการเมืองที่ดีและได้ขยายไปสู่ความร่วมมือทางการค้า เศรษฐกิจ และการลงทุน เมื่อสิ้นสุดสงครามเย็นและจีนสามารถมีความสัมพันธ์กับอาเซียนทุกประเทศแล้ว ความสำคัญของไทยต่อจีนในทางยุทธศาสตร์ได้ลดลงไปจากเดิม ความสัมพันธ์ในปัจจุบันจึงได้เน้นด้านการค้าและเศรษฐกิจบนพื้นฐานของผลประโยชน์ต่างตอบแทนเป็นหลัก

ไทยกับจีนไม่มีปัญหาหรือข้อขัดแย้งใดๆ ที่ตกทอดมาจากประวัติศาสตร์ การไปมาหาสู่ของผู้นำระดับสูงสุดก็เป็นไปอย่างดียิ่ง โดยเฉพาะการเสด็จฯ เยือนจีนอย่างเป็นทางการของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เมื่อเดือนตุลาคม 2543 การแลกเปลี่ยนการเยือนของนายกรัฐมนตรีไทย-จีน ในปี 2544 การเสด็จฯ เยือนจีนของพระบรมวงศานุวงศ์ของไทยมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อการเสริมสร้างและกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น รวมทั้งการส่งเสริมมิตรภาพและความเข้าใจระหว่างประชาชนของสองประเทศอีกด้วย

ปัจจุบันความสัมพันธ์ไทย-จีนมีความใกล้ชิดกันมากขึ้นในทุกด้าน ทั้งกรอบทวิภาคี พหุภาคี และเวทีภูมิภาค เช่น ASEAN-China Annual Consultation, ASEAN+3, ARF, ASEM เป็นต้น ในการเยือนจีนเมื่อเดือนสิงหาคม 2544 ไทยและจีนต่างเห็นพ้องที่จะมุ่งพัฒนาความสัมพันธ์และขอบข่ายความร่วมมือระหว่างกันให้กว้างขวางยิ่งขึ้นในลักษณะของความเป็นหุ่นส่วนทางยุทธศาสตร์ การเยือนจีนของนายกรํฐมนตรีประสบความสำเร็จหลายด้าน เช่น ความร่วมมือด้านยาเสพติด ด้านการเงิน การคลัง พาณิชย์นาวี รวมทั้งได้ลงนามความร่วมมือด้านวัฒนธรรมระหว่างไทย-จีน และบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการจัดตั้งสภาธุรกิจไทย-จีน/ จีน-ไทย

2. ด้านเศรษฐกิจ
เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 2546 ได้มีการลงนามความตกลงเร่งลดภาษีสินค้าผักและผลไม้ระหว่างไทย-จีน (Agreement between the Government of the Kingdom of Thailand and the Government of the People's Republic of China on Accelerated Tariff Elimination under the Early Harvest Programme of the Framework Agreement on Comprehensive Economic Cooperation between ASEAN and China) ซึ่งช่วยลดอุปสรรคด้านภาษีในการค้าสินค้าผักและผลไม้ (สินค้าพิกัดภาษี 07 08) ทั้งประเทศไทย และจีนมีความพร้อมในการลดภาษีอยู่แล้ว ซึ่งได้มีผลยกเว้นภาษีสำหรับสินค้า 116 รายการ ในพิกัดภาษี 07 08 ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2546

กองเอเชียตะวันออก 3
สิงหาคม 2547


เรียบเรียงโดย กองเอเชียตะวันออก 3 กรมเอเชียตะวันออก โทร. 0-2643-5203-4Fax. 0-2643-5205 E-mail : eastasian04@mfa.go.th

 

                                                         กำแพงเมืองจีน

                      

          กำแพงเมืองจีน หรือชื่อเรียกเป็นภาษาจีนว่า  ฉางเฉิน  เป็นกำแพงกั้นเมือง และกั้นประเทศทั้งประเทศ
อยู่ในประเทศจีน   มีความยาวครอบคลุมเนื้อที่ทั้งหมด 7 มณฑล อันประกอบไปด้วย กรุงปักกิ่ง มณฑลเหอเป่ย
มณฑลซาลซี เขตปกครองตนเองหนิงเซี่ย มณฑลกานซู มณฑลส่านซี และ เขตปกครองตนเองมองโกเลียใน
กำแพงมีขนาดกว้างตั้งแต่ 4.5 เมตร  ถึง 7.5 เมตร    ซึ่งทหารม้าเข้าแถวเรียง 8 ได้อย่างสบาย ๆ  มีความสูง
จากพื้นด้านล่างตั้งแต่ 8 เมตร ถึง 9 เมตร    สูงพอที่จะไม่สามารถ ปีนข้ามไปได้ง่าย ๆ  เดิมเชื่อว่ามีความยาว
1,500 ไมล์  ( 2,400 กิโลเมตร)  บนกำแพงทุก ๆระยะ 200 เมตร จะมีหอหรือป้อมสำหรับตรวจเหตุการณ์
สร้างสูงขึ้นไปอีก 3 เมตร ถึง 6 เมตร และมีระฆังแขวน  เพื่อตีบอกสัญญาณเกิดเหตุไว้ประจำทุกหอ รวม
ทั้งหมดมีไม่ต่ำกว่า 20,000 หอ  สันนิษฐานว่ามีการสร้างกำแพงมานานแล้วตั้งแต่สมัยราชวงศ์โจว  แต่ไม่
ปะติดปะต่อกัน   จนกระทั่งระหว่างปี พ.ศ. 300-329   (243-252 ปีก่อนคริสตกาล)  ในสมัยพระเจ้าซี่วังตี่
หรือจักรพรรดิจิ๋นซี  ราชวงศ์จิ๋น    ได้คิดสร้างกำแพงให้ติดต่อกันเพื่อเป็นรั้วกั้นพรมแดนทางด้านเหนือของ
ประเทศของจีน ป้องกันการรุกรานของพวกตาด หลังจากเสร็จสิ้นสมัยพระองค์ก็เกิดสงคราม   สร้างเสร็จ
จริงๆในสมัยราชวงศ์หมิง  ซึ่งความยาวเมื่อเสร็จแล้วประมาณ14,600 ลี้ (ราว 6,700 กิโลเมตร)  จึงได้
สมญานามว่ากำแพงหมื่นลี้   เสียค่าใช่จ่ายในการสร้างกำแพงเมืองจีน ตีได้เป็นเงินทั้งหมดประมาณ  360
พันล้านเหรียญสหรัฐ เทียบเท่ากับเงินที่สหรัฐ ใช้ในการสร้างถนนไฮเวย์ตลอด 40 ปีที่ผ่านมา  เป็น
สิ่งก่อสร้างชนิดเดียวในโลกที่สามารถมองเห็น   เมื่อโคจรอยู่นอกโลก
         
ข้อมูล : จากข้อมูลที่ทำโครงงานสมัย ม.3
            จากหนังสือ "หล่นบนโต๊ะจีน" ชุดที่ 2 หน้า 59-63
           

'จิ่วไจ้โกว..ดินแดนแห่งเทพนิยาย'

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 20 กรกฎาคม 2547 17:38 น.
       

       สุดยอดแห่งความงามในแดนมังกร
       อุทยานจิ่วไจ้โกว หรือที่ชาวตะวันตกเรียกขานกันในนาม‘ดินแดนแห่งเทพนิยาย’ ตั้งอยู่ในอำเภอหนันผิงเขตปกครองตนเองของเผ่าเชียงชนชาติทิเบตทางตอนเหนือของมณฑลซื่อชวนหรือเสฉวน ภาคตะวันตกของจีน ครอบคลุมพื้นที่กว่า 720 ตารางกิโลเมตร ท่ามกลางหุบเขาที่ทอดตัวคดเคี้ยวไปมา โตรกธารลดเลี้ยวผ่านผาสูงและน้ำตกขนาดใหญ่ ก่อเกิดเป็นทิวทัศน์อันตระการตาโดดเด่นด้วยสีสันของภาพภูมิทัศน์โดยรอบ
       
       ‘จิ่วไจ้โกว’ ในภาษาจีนหมายถึง แควเก้าหมู่บ้าน (คำว่า จิ่ว = เก้า, ไจ้ = หมู่บ้าน, โกว = แควหรือธารน้ำ) โดยมีที่มาจากชนชาติทิเบต 9 หมู่บ้านที่อาศัยอยู่ริมธารน้ำบริเวณนี้มาแต่เดิม จิ่วไจ้โกวได้รับการเรียกขานจากชนเผ่าทิเบตว่าเป็น ‘ขุนเขาธารน้ำอันศักดิ์สิทธิ์’ ดังนั้นสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นขุนเขา ป่าไม้ ลำน้ำ หรือหินทุกก้อนล้วนได้รับการเคารพจากชนเผ่าพื้นเมืองทิเบต ปัจจุบันผืนป่าโบราณอันอุดมแห่งนี้จึงยังคงได้รับการรักษาไว้เป็นอย่างดี
       

ภาพชวนฝันราวกับอยู่ในเทพนิยายที่ ทะเลสาบฉางไห่ ทิวทัศน์หนึ่งในอุทยานฯจิ่วไจ้โกว
       ความโดดเด่นทางนิเวศวิทยา
        จิ่วไจ้โกวเป็นส่วนหนึ่งของผืนป่าทางตอนใต้ของเทือกเขาหมินซาน และเป็นแหล่งต้นน้ำของลำน้ำเจียหลิงที่เป็นสาขาหนึ่งของลำน้ำฉางเจียง(แยงซีเกียง) ตั้งอยู่ริมชายขอบของที่ราบสูงทิเบตดินแดนแห่งหลังคาโลก เป็นเขตต่อเชื่อมจากที่ราบสูงทิเบตสู่มณฑลซื่อชวน สภาพทางนิเวศวิทยาของบริเวณนี้เป็นร่องรอยที่เกิดจากแรงอัดและการเคลื่อนตัวของเปลือกโลกหนุนขึ้นมาจนอยู่ในระดับสูง ทำให้เกิดร่องหินคดเคี้ยวเป็นทางยาว มีทั้งยอดเขาหิมะสูงเสียดฟ้า และหุบเขาลึก เฉพาะเขตที่มีการเปิดให้สาธารณชนเข้าชมก็มีความสูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 2,000 – 3,100 เมตร อุณหภูมิเฉลี่ยตลอดปี 7 – 8 องศาเซลเซียส ด้วยสภาพภูมิประเทศที่มีความสูงต่ำแตกต่างกันอย่างมากมายนี้ ได้ทำให้สภาพภูมิอากาศและพืชพรรณสัตว์ป่าก็มีความหลากหลายและซับซ้อนยิ่งขึ้น
       
       ‘น้ำ’ถือเป็นจุดดึงดูดที่สุดในบรรดาสุดยอดความงามของทิวทัศน์จิ่วไจ้โกว ทั้งในด้านรูปลักษณ์ สีสัน ความหลากหลาย อีกทั้งสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่สวยงามยิ่งใหญ่ ทำให้ที่นี่กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่อเลื่องลือระดับชาติของจีน
       

เงาสะท้อนน้ำที่ทะเลสาบกระจก
        ความงามประหลาดของน้ำในจิ่วไจ้โกวนั้น มีสาเหตุจากการที่แหล่งน้ำในบริเวณนี้มีการสะสมของธาตุแคลเซี่ยมเจือปนอยู่ในปริมาณสูง อีกทั้งโดยมากเกิดกับพืชซึ่งจมอยู่ใต้ท้องน้ำ ทำให้ทะเลสาบและธารน้ำของที่นี่มีสีสันสดใสงดงามแปลกตา ธารน้ำในจิ่งไจ้โกวประกอบด้วยธารน้ำหลัก 2 สายไหลมาบรรจบกันเป็นรูปตัววาย (Y) มีความยาว 50 กว่ากิโลเมตร ตลอดแนวธารน้ำปรากฏบึงน้ำ ทะเลสาบ น้ำตกและโตรกธารมากมาย สายน้ำสีเขียวใสเลี้ยวลดอยู่ระหว่างแมกไม้ราวกับสายสร้อยมรกตที่ประดับอยู่บนอาภรณ์แห่งป่าเขาลำเนาไพร ทะเลสาบเลื่อมสลับลายและน้ำตกที่สูงสง่าอลังการ ทำให้ผู้คนที่มาเยือนไม่อาจละสายตาได้
       
        สำหรับป่าไม้โบราณที่ครอบคลุมอาณาบริเวณในจิ่วไจ้โกวกว่าครึ่ง แน่นครึ้มไปด้วยพืชพรรณแมกไม้หลายหลาก ทั้งยังเป็นแหล่งชุมนุมของสัตว์ป่าและนกนานาชนิด และเนื่องจากสภาพภูมิอากาศมีความแตกต่างกัน ดังนั้นชนิดหรือพันธุ์พืชก็แตกต่างไปตามสภาพทางภูมิศาสตร์ และอากาศ นับตั้งแต่พันธุ์ไม้โบราณ พันธุ์ไม้หายาก พันธุ์ไม้ที่ขึ้นในป่าดิบชื้น พันธุ์ไม้ที่ผ่านการปรับตัวทางพันธุกรรม และเฟิร์นชนิดต่าง ๆที่มีคุณค่ามากมาย ปัจจุบันมีพื้นที่ป่าธรรมชาติกว่า 3 พันตารางกิโลเมตร สัตว์และพันธุ์พืชกว่า 2,000 ชนิด สัตว์อนุรักษ์อีก 17 ชนิด รวมทั้งสัตว์สงวนอย่าง แพนด้า กระทิง ค่างขนทอง ละมั่งลายจุด กวางปากขาว แพนด้าจิ๋ว ลิงกัง ไก่ฟ้า ห่านฟ้า เป็นต้น
       

จิ่วไจ้โกว แหล่งน้ำที่มีทั้งความสำคัญและความงามของมณฑลเสฉวน
       ปัจจุบัน เส้นทางอุทยานที่เปิดให้สาธารณชนได้เข้าชมมีความยาว 49 กิโลเมตร จากพื้นที่ 3 ใน 9 แคว โดยรัฐบาลจีนได้จัดทำบันไดไม้ปูลาดเป็นทางยาวเลียบไปกับเส้นทางน้ำ ผ่านโตรกธาร บึงน้ำ สระมรกต และน้ำตก เพื่อให้ได้ชื่นชมกับธรรมชาติอย่างใกล้ชิด อีกทั้งจัดรถปลอดมลพิษไว้บริการรับส่งนักท่องเที่ยวที่เมื่อยล้าหรือต้องการเดินทางไปชมในเขตที่ห่างไกลออกไป
       
       ความงามแห่งสีสัน
        จิ่วไจ้โกวมีชื่อเสียงด้านความงามแห่งสีสันที่แปลกเปลี่ยนไม่รู้จบ ทะเลสาบผุดขึ้นท่ามกลางหมู่แมกไม้เขียวขจี น้ำใสเป็นประกายชุ่มฉ่ำ ยอดเขาประกายหิมะ ตัดกับท้องฟ้าใสสีครามสลับปุยเมฆขาวเบาบาง เงาไม้หลากสีสันต้องแสงแดดสะท้อนลงบนผิวน้ำใสราวกระจกของทะเลสาบ เกิดเป็นภาพธรรมชาติอันงดงามที่แปรเปลี่ยนไปตามฤดูกาลผลิ ร้อน ร่วง หนาว ไม่ว่ายามสงัดฟ้าใส หรือฝนตกฟ้าคะนอง ยามเช้าหรือยามเย็น หิมะโปรยหรือยามฝนพรำ สีของน้ำในทะเลสาบก็จะแปรเปลี่ยนไป บ้างเขียวครึ้ม ผสมน้ำเงินเข้ม บ้างฟ้าเขียวสดใส อีกทั้งสาหร่ายและพืชพรรณใต้น้ำที่สะท้อนเงาแดดต่างประชันขันแข่งกันให้สีเขียวมรกต เหลืองบุษราคัม ชมพูจนถึงแดงอ่อน ราวกับเพชรพลอยที่ส่องแสงสะท้อนบาดตา
       

       

ความงามที่แตกต่าง
       ยามฤดูใบไม้ผลิ แมกไม้ผลิดอกใบ ทั้งสีแดง เหลือง ม่วง ขาว ของดอกกุหลาบพันปี ต้นท้อและแพร์ป่า สีขาวของลูกแพร์ สลับกับใบอ่อนสีเขียว ที่กำลังผลิดอกออกใบสะพรั่งในฤดูกาลนี้ เมื่อเข้าสู่ฤดูร้อน ป่าทั้งผืนจะกลายเป็นสีเขียวไล่ระดับตั้งแต่เขียวอ่อน เขียวสดใส เขียวเจิดจ้า เขียวเข้ม สะท้อนถึงความเข้มข้นของชีวิตอันอุดมในผืนป่าแห่งนี้ เมื่อฤดูใบไม้ร่วงมาเยือน ต้นไม้ใบหญ้าที่อยู่รอบทะเลสาบจะทยอยผลัดใบเปลี่ยนสีร่วงลงสู่ทะเลสาบ สร้างสีสันให้กับโลกใต้น้ำ ยิ่งกว่าภาพวาดที่จิตรกรจะสรรค์สร้างแต่งเติม ป่าผลัดใบเป็นสีสันฉูดฉาด บ้างเป็นสีส้มเข้ม เหลืองอ่อน แดงชาด แดงเข้ม จนถึงแดงคล้ำ ใบไม้ที่ร่วงหล่น ทำให้เส้นทางสู่ขุนเขาทอดตัวกลายเป็นสีแดงฉาน ราวกับภาพวาดสีน้ำมันบนผืนผ้าใบ ย่างเข้าสู่ฤดูหนาว ทุกหนแห่งถูกปกคลุมด้วยหิมะขาวสะอาดตา น้ำตกที่แข็งตัว เป็นเส้นสาย หยดย้อยลงมาราวกับม่านสีเงิน ส่องประกายวิบวับในแสงแดดอ่อน ผืนป่าถูกปกคลุมด้วยหมอกขาวบางเบา ดูราวกับภาพในฝัน สายธารน้ำสีเงินผนึกตัวเป็นแผ่นน้ำแข็ง ราวกับกระเบื้องเคลือบชั้นดี ที่ประดับตกแต่งด้วยเพชรพลอยสีสดใสอยู่ภายใน
       
       จิ่วไจ้โกวเป็นผลงาน สร้างสรรค์ด้วยมือมหัศจรรย์ของธรรมชาติ ขุนเขาเขียวขจี สายน้ำใสสะอาดไหลริน ขุนเขาโอบล้อมสายน้ำ สายน้ำพันรัดขุนเขา ขุนเขาสายน้ำสอดประสาน แมกไม้สายธารแนบชิด นับเป็นทิวทัศน์อันสดชื่นกระจ่างตา ภายใต้การจัดวางของธรรมชาติ ทุกสิ่งหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว เป็นความงามที่มนุษยชาติสุดจะได้พานพบในโลกนี้
       
       
       ข้อมูล
       
       
อุทยานแห่งชาติจิ่วไจ้โกว มรดกโลกทางธรรมชาติ ปีค.ศ. 1992
       ที่ตั้ง- ทางตอนเหนือของมณฑลซื่อชวน (เสฉวน)ภาคตะวันตกของจีน
       อาณาเขต - พื้นที่ป่าอนุรักษ์ 643 ตารางกิโลเมตร ระดับน้ำทะเล 2,000 – 4,760 เมตร
       เขตเปิดให้สาธารณชนท่องเที่ยว 55 ตารางกิโลเมตร ระดับน้ำทะเล 2,000 – 3,100 เมตร
       สัตว์ป่าอนุรักษ์ 2,576 ชนิด

       

จิ่วไจ้โกวเป็นแหล่งอาศัยของหมีแพนด้า และอยู่ใกล้กับศูนย์เพาะเลี้ยงและเพาะพันธุ์แพนด้าด้วย
       ข้อมูลท่องเที่ยว
       
       การเดินทาง :
เดินทางโดยเครื่องบินลงที่สนามบินนานาชาติเฉิงตู แล้วต่อรถโดยสารทางไกลไปจิ่วไจ้โกว ใช้เวลา 1 วัน มีรถบัสออกจากเฉิงตู(成都)สามารถขึ้นรถได้ 2 แห่ง
       1) ที่สถานีขนส่งเฉิงตูประตูทิศใต้(สายใหม่)(成都新南门旅游汽车站) ทุกวันเวลาเช้า 8 : 00 น.  ถึงจิ่วไจ้โกวราว 5 โมงเย็น ราคาตั๋ว 95 หยวน 
       2) ที่สถานีรถประตูทิศตะวันตก(西门车站) ที่ถนนหยิงเหมินโข่ว(营门口路) มีรถโดยสารระยะทางไกลเดินทางไปจิ่วไจ้โกว ตลอดฤดูกาล รถออกเวลา 7 : 30 น.เช้า (มีบริการรถนอน ออกเย็นถึงจิ่วไจ้โกวเช้า) ราคาตั๋ว 87 หยวน 
       ทั้งนี้เส้นทางรถอาจทำให้นักท่องเที่ยวเหน็ดเหนื่อยอย่างมาก และอาจไม่สะดวกสำหรับท่านที่เมารถง่าย เพราะใช้เวลาเดินทางมากกว่า 10 ชม. และเป็นทางขึ้นเขา โดยเฉพาะในฤดูฝนเส้นทางอันตราย (ราคาตั๋วอาจรวมค่าประกันชีวิต) 
       หากท่านเดินทางออกจากเมืองเล่อซัน(乐山) สามารถนั่งรถบัสไปจิ่วไจ้โกวได้ ทุกวันพฤหัสบดีและวันอาทิตย์ รถออกเวลา  8 : 30 น.
       
       เส้นทางแนะนำ : ขณะนี้มีการเปิดเส้นทางบินจากเฉิงตูไปจิ่วไจ้โกว ทุกวัน เที่ยวเช้าหรือบ่าย(ตารางเวลาไม่แน่นอน) เป็นเส้นทางที่สะดวกและรวดเร็ว สามารถสอบถามและจองตั๋วได้ตามออฟฟิสจำหน่ายตั๋วที่สนามบินเฉิงตู  จากเฉิงตูไปยังสนามบินจิ่วไจ้โกวหวงหลงใช้เวลาบินเพียง 40 นาที  สนามบินนี้อยู่ห่างจากอุทยานฯจิ่วไจ้โกวเพียง 88 กิโลเมตร 
       อนึ่ง เนื่องจากสนามบินจิ่วไจ้โกวมีความสูง 3,400 เมตร หากเกิดอาการแพ้ที่สูง (จะมีอาการวิงเวียน คลื่นไส้ ใจเต้นถี่ ปวดศรีษะ เหนื่อยง่าย)  ให้พยายามนั่งนิ่ง ๆ หรือเคลื่อนไหวช้า ๆ อย่ายกของหนัก และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่สนามบินอย่างเคร่งครัด
       

       การเดินทางภายในอุทยานฯ :
ห้ามนำรถยนต์ทุกชนิดเข้าในเขตอุทยานฯ อนุญาตให้นักท่องเที่ยวใช้รถเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ทางอุทยานฯจัดให้บริการเท่านั้น ราคาตั๋ว(ราคาเมื่อ มีนาคม 2004) : พฤษภาคม-มิถุนายน 78 หยวน/คน ; กรกฎาคม-ตุลาคม 88 หยวน/คน ; พฤศจิกายน-เมษายน 68 หยวน/คน ให้บริการเที่ยวชมใน 3 เขต ได้แก่
       1)
ปากทางอุทยานฯจิ่วไจ้โกว-นั่วยื่อหลัง (沟口—诺日朗) 14.5 กิโลเมตร   2) เส้นทางจากนั่วยื่อหลัง-ฉางไห่ (诺日朗—长海) ระยะทาง 18 กิโลเมตร  3) เส้นทางจากนั่วยื่อหลัง- ป่าดึกดำบรรพ์ (诺日朗—原始森林) ระยะทาง 18 กิโลเมตร ทั้งสามเส้นทางสามารถขึ้น-ลงรถได้ที่ป้ายรถ 22 จุด 

       
       ราคาบัตรผ่านประตู :
1 มีนาคม – 31 ตุลาคม ราคา 145 หยวน (ช่วงวันหยุดประจำปีเข้าครั้งต่อไปซื้อตั๋วใหม่ราคาเท่ากัน เวลาทั่วไปใช้อัตรา 40 หยวน) , 1 พฤศจิกายน – ปลายเดือนกุมภาพันธ์ ราคา 100 หยวน  
       นักท่องเที่ยวที่ต้องการเข้าไปเที่ยวในอุทยานฯจิ่วไจ้โกว มากกว่าหนึ่งครั้งขึ้นไปต้องทำเรื่องล่วงหน้า ณ จุดจำหน่ายตั๋ว 

       
       ที่พักบนจิ่วไจ้โกว :
มีโรงแรมที่พักทุกระดับ และที่พักราคาถูกของผู้ประกอบการชาวทิเบต(藏族)ในพื้นที่ ราคาเฉลี่ย 40-50 หยวน/คน/คืน

       
       จุดท่องเที่ยวในจิ่วไจ้โกว :
แบ่งเป็น 5 เขตใหญ่ คือ
       1) เขตทิวทัศน์หน้าผาเป่าจิ้งหยา (宝镜崖景区) เป็นจุดท่องเที่ยวทางตอนล่างของธารน้ำซู่เจิ้งโกว(树正沟) แหล่งท่องเที่ยวสำคัญได้แก่ –วัด(ทิเบต)จาหยูซื่อ(扎如寺) - น้ำตกเผินจิ่งทัน(盆景滩) – ทะเลสาบหลูเหวยไห่(芦苇海)
       2) เขตทิวทัศน์ซู่เจิ้ง (树正景区) บริเวณตอนบนของธารน้ำซู่เจิ้งโกว ได้แก่ ทะเลสาบดอกไม้เพลิง (หั่วฮัวไห่ 火花海) – ทะเลสาบมังกรหลับใหล (ว่อหลงไห่ 卧龙海) – ทะเลสาบซู่เจิ้งฉวิน(树正群海) – น้ำตกซู่เจิ้ง – ทะเลสาบเสือ(เหลาหูไห่ 老虎海) – ทะเลสาบแรด (ซีหนิวไห่ 犀牛海)
       3) เขตทิวทัศน์ยื่อเจ๋อ (日则景区) กินเนื้อที่ของทิวทัศน์ตอนล่างของธารน้ำยื่อเจ๋อโกว ได้แก่ น้ำตกนั่วยื่อหลัง(诺日朗瀑布) ทะเลสาบยื่อเจ๋อฉวิน(日则群海) ทะเลสาบกระจก(จิ้งไห่ 镜海) น้ำตกไข่มุก(เจินจูทัน 珍珠滩) ทะเลสาบดอกไม้ทั้งห้า(อู่ฮัวไห่五花海) น้ำตกและทะเลสาบแพนด้า(สงเมาไห่ 熊猫海)  เขตนี้เป็นทิวทัศน์ที่เป็นไฮไลท์ของอุทยานฯจิ่วไจ้โกว
       4) เขตทิวทัศน์ทางนิเวศวิทยาป่าดึกดำบรรพ์ บริเวณตอนบนของธารน้ำยื่อเจ๋อโกว ได้แก่ ทิวทัศน์ทะเลสาบห่านฟ้า(เทียนเอ๋อไห่ 天鹅海) ทะเลสาบหญ้า(เฉาไห่草海) และป่าดึกดำบรรพ์(原始森林)    
       5) เขตทิวทัศน์ทะเลสาบฉางไห่  (长海景区) บริเวณตอนล่างของธารน้ำเจ๋อฉาวาโกว(则查洼沟) ได้แก่ บริเวณที่เป็นทะเลสาบฉางไห่ สระห้าสี(อู่เส้อฉือ 五彩池) ทะเลสาบฤดูกาล(จี้เจี๋ยไห่ 季节海) ทั้งสามตอน

       
       สถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง :
อุทยานแห่งชาติหวงหลง (มรดกโลกทางธรรมชาติ)ห่างจากจิ่วไจ้โกวกว่า 300 กิโลเมตร ราคาตั๋ว 110-70 หยวน(ตามฤดูกาลท่องเที่ยว) ใช้เวลาท่องเที่ยววันเดียว(4-5ชม.) เปิดตั้งแต่ 9 :10 – 16 :40 น. (ส่วนใหญ่การเดินทางไปอุทยานฯหวงหลงจะรวมอยู่ในโปรแกรมท่องเที่ยวจิ่วไจ้โกวแล้ว ท่านสามารถระบุจุดหมายท่องเที่ยวก่อนเดินทาง)
       วัดหวงหลง (黄龙寺) ห่างจากจิ่วไจ้โกว 128 กิโลเมตร  สามารถเดินทางโดยรถบัสจากจิ่วไจ้โกวลงใต้ไปเมืองซงพัน(松潘) ราว 92 กิโลเมตร ถึงวัดชวนจู่ซื่อ(川主寺) แล้วต่อรถไปทางตะวันออก อีก 41 กิโลเมตร จึงถึงวัดหวงหลง (黄龙寺)

       
       ข้อควรระวัง :
สภาพอากาศในอุทยานแห่งชาติจิ่วไจ้โกวหนาวมาก โดนเฉพาะในช่วงเช้าและเย็น อุณหภูมิเฉลี่ยต่ำกว่าอุณหภูมิในตัวเมืองเฉิงตูราว 10 องศาเซลเซียส เดินทางในฤดูร้อนก็ควรเตรียมเสื้อคลุมกันหนาวไปด้วย (อุณหภูมิสูงสุดในเดือนกรกฎาคมราว 22.2 องศาเซลเซียส ต่ำสุดในเดือนมกราคมราว 1.7 องศาเซลเซียส) 
       หลังเดือนตุลาคมไปแล้ว จิ่วไจ้โกวจะเข้าสู่ฤดูหนาวซึ่งไม่ใช่ฤดูท่องเที่ยว ร้านขายอาหารหลายแห่งปิดให้บริการ ควรเจรจากับทางสถานที่พักให้เตรียมจัดหาอาหารไว้ล่วงหน้า (ฤดูท่องเที่ยวอุทยานฯจิ่วไจ้โกวและหวงหลง อยู่ในเดือนเมษายน-พฤษภาคม, กันยายน-ตุลาคม- 15 พฤศจิกายน)

       
       ค้นหาข้อมูลท่องเที่ยวได้ที่
  http://www.jiuzhaigouvalley.com

คุนหมิง (Kunming) เป็นเมืองหลวงของมลรัฐ ยูนาน หรือหยุนหนาน เป็นศูนย์รวมการปกครอง, เศรษฐกิจและวัฒนธรรม มีประชากรราว 3.75 ล้านคน เป็นเมืองที่สะอาดเรียบร้อย ภูมิอากาศของที่นี่นับว่าดีที่สุดในประเทศจีน ไม่หนาวจัดหรือร้อนจัด จัดได้ว่าเป็นฤดูใบไม้ผลิตลอดปี ฤดูมี 4 ฤดูแตกต่างกันชัดเจน เหมาะแก่การอาศัยอย่างยิ่ง เป็นที่รู้จักดีกันในประเทศไทย เนื่องจากอยู่ทางใต้ของประเทศจีน ใกล้กับประเทศไทย

ในคุนหมิง มีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจ หลายแห่งเช่น วัดต้นไผ่ (Bamboo temple) สวนหิน (Stone forest) , น้ำตกต้าเตี๋ยสุ่ย (Dadieshui waterfall) และที่เป็นเสน่ห์ที่แท้จริงของคุนหมิง หมู่บ้านชนกลุ่มน้อยหยุนหนาน (Yunnan Nationalities Village) คือความหลากหลายของชนกลุ่มน้อย ซึ่งมีวัฒนธรรมประเพณีและความเชื่อทางศาสนา อันมีสีสรร เพิ่มความมีชีวิตชีวาให้แก่เมืองคุนหมิง จึงมีอาหารอันอร่อยหลากหลาย และพร้อมด้วยการแสดงพื้นบ้าน

เดิมที คุนหมิงเป็นศูนย์รวมของการกระจายผ้าไหมทางตอนใต้ ต่อจากทางสายไหม มาจากซื่อชวน หรือเสฉวน ผ่านหยุนหนาน ไปเวียตนาม ในปี 1910 มีการเปิดการเดินรถไฟจากหยุนหนานไปเวียตนาม ทำให้คุนหมิงเป็นศูนย์กลางทางธุรกิจและอุตสาหกรรม

การท่องเที่ยวนับว่าเป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญ โดยเฉพาะเมื่อมีการจัดนิทรรศการไม้ดอก (Kunming International Horticulture Exposition) ขึ้น ทำให้นักท่องเที่ยวจำนวนมาก เข้าชมงานมากขึ้นทุกปี

 

สวนหิน หรือป่าหิน (Shilin) ตั้งอยู่ทางใต้ของคุนหมิง 90 กม. ป่าหินนี้นับว่ามีชื่อเสียงที่สุดในโลก มีอายุกว่า 270 ล้านปี เนื่องจากสภาพดินฟ้าอากาศและ การสึกกร่อน ก่อให้เกิดรูปร่างทาง ศิลป์ของหินหลากหลาย เหมือนกับว่า หินเป็นแท่งๆ ต่างงอกขึ้นมาจากพื้นดิน ต่างแข่งกันให้สูงหรือเด่นกว่าหินแท่งอื่น ทั้งความงาม บ้างดูเหมือนเป็นแผ่น บ้างเหมือนเป็นแท่งเรียวยาว บ้างเหมือนดาบเสียดแทงขึ้นฟ้า บ้างยืนคู่กัน บ่งบอกถึงคู่รักวัยหนุ่มสาวต่างมีความสุข หรือไม่ก็เศร้าที่พรากจากกัน หรือเหมือนแม่ลูกเดินคู่กัน หินแต่ละแท่งต่างมีชื่อเรียกตามจินตนาการของคนจีน

 

วัดต้นไผ่ Bamboo Temple (Qiongzhu Si) สร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์ถัง มีรูปปั้นของ Arhat ซึ่งเป็นพระจีนที่มีชื่อเสียง และถือว่าเป็นเทพเจ้าในศาสนาพุทธนิกายมหายาน ปกติจะจัดให้มีการวางรูปปั้นมากกว่า 500 ชิ้นขึ้นไป รูปปั้นเหล่านี้ใช้เวลาในการปั้นกว่า 7 ปีปั้นโดยศิลปินที่มีชื่อเสียงจากเสฉวน ชื่อ Li Guangxiu รูปปั้นอันเอกอุเหล่านี้ปั้นได้เหมือนจริงและเหมือนมีชีวิต ทีเดียว ไปคุนหมิงพลาดไม่ได้ที่จะต้องไปวัดนี้ ถือว่าเป็นวัดที่ดีที่สุดในคุนหมิงทีเดียว

วัดตั้งอยู่บนเขายู่อัน ห่างจากใจกลางคุนหมิง 15 กม. ตรงประตูทางเข้ามีต้น Cypress เก่ามีอายุกว่า 400 ปีปลูกขึ้นในสมัยราชวงศ์หมิง เข้าไปภายในวัดจะพบการออกแบบ สวนหย่อมอย่างสวยงาม แบ่งออกเป็น 4 ชั้นๆ หนึ่งอยู่เหนืออีกชั้นหนึ่ง แน่นอนในอุโบสถมีพระพุทธรูปหุ้มทองขนาดมหึมานั่งอยู่บนฐานดอกบัว 3 องค์

 

Expo Garden จัดขึ้นครั้งแรกในปี 1999 และปัจจุบันได้เป็นสวนพฤกษชาติ กลางเมืองคุนหมิง อย่างถาวร ในสวนแบ่งออกเป็น 5 ส่วน คือ ส่วนเมืองจีน, ส่วน international, ส่วนมนุษย์กับธรรมชาติ, ส่วนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี่ และ Greenhouse หรือห้องกระจก

ในส่วนเมืองจีน ยังแบ่งออกเป็น 34 ส่วนย่อยแบ่งออกตาม มลรัฐและดินแดนของจีน ส่วน international hall แบ่งออกเป็น 30 ส่วนโดยมีทั้งกิจกรรมด้านการศึกษาและสันทนาการ ทำให้ Expo'99 กลายเป็นสัญญลักษณ์สำคัญของคุนหมิง การเยี่ยมชมคงใช้เวลาถึงครึ่งวัน เนื่องจากความใหญ่โตและหลากหลาย

 

น้ำตกต้าเตี๋ยสุ่ย (Dadieshui waterfall)

เป็นน้ำตกที่ใหญ่ที่สุดและมีชื่อเสียงที่สุดในเมืองจีน น้ำตกมีส่วนกว้าง 30 เมตรและน้ำไหลลงหน้าผาที่ 150 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ไหลจากบนหน้าผาชึ่งมีความสูง 88 เมตรลงบนก้อนหิน และเมื่อน้ำตกกระทบก้อนหินน้ำจะแตกเป็นฟอง สร้างเป็นกลุ่มไอน้ำเลย

น้ำตกต้าเตี๋ยสุ่ย ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของ ป่าหิน (Stone forest) ประมาณ 30 กม. (ป่าหินอยู่ห่างจากคุนหมิงประมาณ 95 กม.) ดังนั้นหลังจากเยี่ยมชมป่าหิน แล้วอาจแวะเที่ยวชมน้ำตกต้าเตี๋ยสุ่ยในช่วงบ่าย โดยอาจนั่งรถประจำทางจากป่าหินไปน้ำตกต้าเตี๋ยสุ่ยได้แค่ 5 หยวน

 

หมู่บ้านชนกลุ่มน้อยหยุนหนาน (Yunnan Nationalities Village , Yunnan Minzu Cun) ตั้งอยู่ทาง 7 กม. ทางใต้ของใจเมืองคุนหมิง เป็นสถานที่สำหรับนักท่องเที่ยว มีการแสดงถึงวัฒนธรรมประเพณี ของชนกลุ่มน้อยต่างๆในมลรัฐคุนหมิง ในพื้นที่ของหมู่บ้านชนกลุ่มน้อยนี้มีทั้งหมด 25 หมู่บ้านซึ่งแสดงออกถึงความเป็นอยู่ของ 25 ชนกลุ่มน้อย มีกิจกรรมการแสดงต่างๆ เช่น พิธีต้อนรับด้วยช้างเผือก, มีเกาะไดโนเสาร์ และมีเวทีคอนเสริต์สำหรับ การร้องเพลงและการเต้นรำ ของชนกลุ่มน้อย ทั้งยังมีการแสดงของช้างแสนรู้ จุดสำคัญอยู่ที่การแสดงภาพยนตร์บน กระแสน้ำเหมือนจอหนัง ซึ่งเราคงคุ้นเคยกันอยู่แล้วอย่างที่แสดงใน เดอะมอลล์บ้านเรา

ชาวบ้าน หรือนักแสดงและไกด์คัดมาจากเด็กหนุ่มสาวของแต่ละคนพื้นเมือง ชนพื้นเมืองหลักๆในหมู่บ้าน แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มคือ ชาวไต ชาวไป และ อี้

ชาวไต (Dai Nationality Village)
หมู่บ้านของชาวไตในนี้มีการตกแต่งอย่างดี พื้นที่กว่า 4 เอเคอร์ (เท่าไรหว่า) ทั้ง 3 ด้านมีน้ำล้อมรอบ และทัศนียภาพที่สวยงาม อาคารภายในหมู่บ้านสร้างด้วยไม้และไม้ไผ่ 7 หลัง และมีเจดีย์สีขาว 1 หลัง เนื่องจากชาวไตมีประเพณีที่ยึดถือกันมา นักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปเยี่ยมชมความเป็นอยู่ในบ้านได้ด้วย นอกจากนี้ที่น่าสนใจคือเทศกาลสาดน้ำ ซึ่งตรงกับสงกรานต์บ้านเรา คือ 13-15 เม.ย. ของทุกปี ซึ่งถือว่าเป็นวันขึ้นปีใหม่ของชาวไตด้วย ดังนั้นไม่ต้องสงสัยเลยว่าชาวไตและชาวไทย จะต้องมีความเกี่ยวข้องทางเชื้อชาติและวัฒนธรรมอย่างแน่นอน ซึ่งเทศกาลสาดน้ำของที่นี่ให้บรรยากาศรื่นรมย์มาก แบบดั้งเดิม ไม่เหมือนบ้านเราเดี๋ยวนี้ใช้ปืนฉีดน้ำกันแล้ว

ชาวไป (Bai Nationality Village)
ที่นี่มีชื่อเสียงที่พิพิธภัณฑ์ผีเสื้อ ซึ่งใหญ่ที่สุดในเมืองจีน ทั้งยังสร้างใน รูปแบบสถาปัตยกรรมดั้งเดิม ของชาวไป ชาวไปส่วนใหญ่อาศัยอยู่ที่เมืองต้าหลี่ (Dali) ซึ่งมีชื่อเสียงในด้านความงามมาก ทุกอย่างจะถูกจำลองมาแสดงในที่นี้ ซึ่งมีลมพัดเย็นสบายตลอดปี ทั้งยังมีจำลองวัดใน ต้าหลี่ที่มีชื่อเสียงมาไว้ที่นี่ด้วย ซึ่งเป็นเทพเจ้าของทะเลสาบเอ๋อไห่ ซึ่งมีรูปปั้นนักรบ ชื่อ Duan Chicheng ซึ่งขับไล่พวกปีศาจร้ายจากชาวไป ดังนั้นทุกบ้านจึงมีการสักการะเขาเพื่อให้ปกปักคุ้มครองชาวไป

ชาวอี้ (Yi Nationality Village)
จตุรัสพระอาทิตย์ (Taiyangli Guangchang) นับว่าน่าตื่นตาตื่นใจในหมู่บ้านนี้ ในศูนย์กลางของดวงอาทิตย์ล้อมรอบด้วยสัตว์ 12 ราษี แสดงเวลาของแต่ละวัน (และแทนแต่ละปีด้วย) ชาวอี้แบ่งปฎิทินออกเป็น 5 ฤดู แต่ละฤดูมี 2 เดือน ดังนั้นปีหนึ่งจึงมี 10 เดือน



เซี่ยเหมิน (Xiamen) เป็นเมืองใหญ่อันดับ 2 ของมลรัฐฝูเจี้ยน (Fujian) ใหญ่รองจากเมืองฝูโจว (Fuzhou) ซึ่งเป็นเมืองหลวง มีเนื้อที่ทั้งหมด 1,516 ตารางเมตร ทั้งยังเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ (special economic zones) โดยมีนักลงทุน จากไต้หวันและฮ่องกงเข้ามาลงทุนจำนวนมาก ที่นี่ใช้ภาษามินหนาน เหมือนภาษาที่ใช้ในไต้หวัน ถึงแม้ว่าภาษาทางการจะใช้จีนกลาง หรือ ผู่ทงฮว่า เหมือนกัน

โดยลักษณะทางภูมิศาสตร์ของเซี่ยเหมิน และการที่อยู่ใกล้ไต้หวัน เพียงแค่กั้นกลางด้วยช่องแคบ และภูมิประเทศจึงเหมาะแก่การเป็นเมืองท่า เพราะสามารถเดินเรือได้ตลอดปี ถึงแม้ว่า เซี่ยเหมินจะมีความเจริญทางอุตสาหกรรม
แต่เซี่ยเหมินก็ยังรักษาความสง่างาม ในยุคล่าอาณานิคมที่ยังหลงเหลืออยู่
ผู้ที่มีญาติพี่น้องอยู่ในไต้หวันจะมาส่องหาญาติพี่น้องก็มาส่องกล้องส่องทางไกลที่นี่ เพราะมองออกไปเห็นเกาะไต้หวัน ซึ่งอยู่ไกลออกไป เซี่ยเหมินรู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งว่า Amoy

กู๋ล่างหยู (gulangyu) เป็นเกาะเล็ก มีเนื้อที่ 2 ตารางกิโลเมตร ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเกาะเซี่ยเหมิน เพียงแค่นั่งเรือเฟอรี่ข้ามฝาก 5 นาทีก็ถึง gulangyu มีชื่ออีกชื่อหนึ่งว่า " สวนเหนือทะเล" เนื่องจากมีดอกไม้นานาพันธุ์ ดูได้จากสวน Shuzhuang Garden จุดท่องเที่ยวอีกจุดหนึ่งคือ Sunglight rock หรือ ri guan shi กล่าวกันว่า ใครไม่เคยไปกำแพงเมืองจีน ไม่ใช่ผู้กล้าที่แท้จริง ดังนั้นใครก็ตามไม่ได้เยี่ยมชม riguang ก็ไม่มาไม่ถึงเซี่ยเหมิน
นอกนี้เนื่องจากทัศนียภาพที่สวยงาม ทำให้คนในเซี่ยเหมิน เป็นคนรักดนตรี ดูได้จากเป็นที่เดียวที่มีเปียโนมากที่สุดในประเทศจีน

gulangyu เป็นสถานที่ที่สวยที่สุดในเซี่ยเหมิน ด้วยสิ่งปลูกสร้างสถาปัตยกรรมสมัยอาณานิคม ถนนที่มีลมพัดสบายๆและเสียงดนตรี อาหารทะเลสดๆ และสิ่งดั้งเดิมไม่ได้ถูกทำลายไปตามระดับ การพัฒนา
การเดินทางภายในเกาะใช้การเดินเท้าไปตามทางอันคดเคี้ยว ไม่มีรถเมล์หรือแท๊กซี่
สวนซูจวง (Shuzhuang Garden) อยู่ทางใต้ของเกาะ gulangyu ตั้งชื่อตามเจ้าของสวนในอดีต สร้างขึ้นในปี 1900 โดยตั้งใจออกแบบเพื่อให้ มีบรรยากาศของ gulangyu ด้วย อย่างที่คนจีนพูด "สวนอยู่ในทะเล ทะเลอยู่ในสวน" สวนเต็มไปด้วยดอกไม้นานาพันธุ์ และทรายหาดสีเหลืองสะอาดตา สามารถลงไปเล่นน้ำได้ นั่งจิบชาในร้านน้ำชาในสวน นั่งพักผ่อนชมทะเล ใต้ต้น gulangyu อย่างสบายอารมณ์
วัดหนานผู่ทั้ว (nanputuo si) อยู่ทางใต้ของเกาะเซี่ยเหมิน ใกล้กับมหาวิทยาลัยเซี่ยเหมิน (Xiamen University) วัดหนานพู่ทัวสร้างขึ้นสมัยถัง (คศ. 618-907) ตั้งอยู่บนเนินเขาวูเหลา ของภูเขาผู่ทั้ว และนับว่าเป็นวัดที่สวยงาม ที่สุดแห่งหนึ่ง ผ่านทางประตูเข้ามาจะผ่านหอ Tian wang feng) หอจักรพรรดิบนสวรรค์ ที่หอนี้มีพระศรีอารต์ล้อมรอบด้วยเทพเจ้า บนสวรรค์ 4 องค์คอยปกปัก ด้านหลังมีเทพเจ้าอีกองค์หนึ่งคือ wei tuo ถือไม้ชี้ลงดิน หมายถึงวัดนี้ มีเพียบพร้อมยินดีต้อนรับพระจากแดนไกลมาเยี่ยมเยียน

ปักกิ่ง หรือ เป่ยจิง (Beijing) เป็นเมืองหลวงของจีน มาได้ตั้งแต่ปี 1215 AD ตั้งแต่สมัยของเจงกิสข่าน ในตอนนั้นใช้ชื่อ ต้าตู (great capital) หรือ khanbaliq และในปี 1368 ราชวงศ์มองโกล ก็ถูกโค่นลงโดย ราชวงศ์หมิง และเมืองหลวงได้ถูกตั้งชื่อใหม่เป็น เป่ยพิ๋ง (beiping) และเมืองหลวงถูกย้ายไปอยู่ หนานจิง อยู่ช่วงหนึ่ง และในต้นศตวรรษ 14 เมืองหลวง ได้ถูกย้ายกลับมาที่เป่ยพิ๋ง และถูกเปลี่ยนชื่อเป็น เป่ยจิง ซึ่งในช่วงนี้พระราชวังต้องห้าม และ เทียนถาน ได้ถูกสร้างขึ้นในสมัยนี้ และต่อมาพวกแมนจูก็ได้รุกรานลงมา และได้ตั้งราชวงศ์ชิงขึ้น ในสมัยของจักรพรรดิ์คังซี และ เฉียนหลง เป่ยจิงได้มีการขยาย และต่อเติมอย่างมากมาย พระราชวังฤดูร้อนก็ได้ถูกสร้างขึ้น และในช่วง 120 ปีสุดท้ายของราชวงศ์แมนจู ก็ได้เกิดประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของการต่อสู้บุกรุกของจักรวรรดิ์นิยมตะวันตกและญี่ปุ่น จนในปี 1949 กองทัพปลดแอกประชาชน ของพรรคคอมมิวนิสต์ได้เข้ายึดครองประเทศ และประกาศจัดตั้งประเทศเมื่อ 1 ตค. 1949 ที่จตุรัสเทียนอันเหมิน ต่อหน้าประชาชนกว่า 5 แสนคน

เป่ยจิง มีประวัติศาสตร์เป็นมาอันยาวนาน สิ่งปลูกสร้างทางวัฒนธรรมมีมากมาย แต่จะขอกล่าว เพียงสังเขปดังนี้
พระราชวังต้องห้าม หรือ กู้กง
เทียนถานกงหยวน
กำแพงเมืองจีน
อาหารที่ต้องลิ้มรส พลาดไม่ได้ เป็ดปักกิ่ง




พระราชวังต้องห้าม (zi jin cheng) หรือรู้จักกัน ในนาม กู้กง (gugong) เป็นพระราชวัง ใจกลางกรุงปักกิ่ง เป็นที่ พำนักของจักรพรรดิ์ ในราชวงศ์หมิง และฉิง นับเป็นสถาปัตยกรรม ดั้งเดิม ของจีน ที่มีความซับซ้อน และสมบูรณ์ ที่ใหญ่ที่สุดของจีน ในปัจจุบันเป็นที่เก็บ สะสมสิ่ง มีค่าทางศิลปและ วัฒนธรรม ที่หายากของจีน


เทียนถาน กงหยวน Tiantan Park หรือ the temple of heaven
อาจกล่าวได้ว่า เทียนถาน เป็นสัญญลักษณ์หนึ่ง ของปักกิ่งก็ว่าได้ โดยเฉพาะ Hall of prayer for good harvests (ฉีเหนียนเตี้ยน ดังรูปซ้ายมือ) ตั้งอยู่ในพื้นที่ 267 เฮคตาร์ และเป็นสวนสาธารณะ เพียงแต่ว่าในพื้นที่ชั้นใน จะเก็บค่าผ่านประตูเข้าไปชมสำหรับนักท่องเที่ยว


Hall of Prayer for Good Harvests (qi nian dian) ฉีเหนียนเตี้ยน (ดังรูป) เป็นส่วนที่มีความ สำคัญที่สุด ในเทียนถานกงหยวน ถูกสร้างขึ้นในปี คศ.1420 โครงสร้างมี ลักษณะเป็นระเบียง หินอ่อนสามระดับ มีความสูง 38 เมตร และมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 30 เมตร ตัวโครงสร้างไม่มีตะปู หรือซีเมนต์ในการยึดโครงสร้างเลย แต่ใช้เสาและคานไม้รองรับน้ำหนัก ตัวเพดานส่วนบน มีความสวยงาม และเป็นสัญญลักษณ์ของกรุงปักกิ่งทีเดียว


เริ่มแรกสร้างใน ราชวงศ์หมิง สร้างขึ้นเพื่อใช้ในการ ประกอบ พิธีกรรมบวงสรวงเทพยดา โดยโอรสของสวรรค์ ซึ่งก็คือฮ่องเต้ เพื่อให้การกสิกรรม พืชผลอุดมสมบูรณ์ และเพื่อบูชาสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์ และขออภัยไถ่บาปของประชาชน โดยการทำพิธีจะทำก่อน เข้าฤดูหนาว จักรพรรดิ์ และผู้ติดตาม จะเคลื่อนขบวนจาก ถนนเฉียนเหมิน เข้ามาที่เทียนถาน อย่างสงบเงียบ คนธรรมดาสามัญชนจะไม่ ได้รับอนุญาตให้เข้าชมพิธีกรรมได้ ขบวนเสด็จจะ ประกอบด้วยขบวน ช้าง. ม้า. เจ้าหน้าที่ประกอบพิธี นักดนตรีสีเป่า โดยแต่งตัวในชุดตระการตา และธงโบกสะบัด


 

กำแพงเมืองจีน เป็นที่กล่าวกันว่า นักบินอวกาศของสหรัฐ เมื่อโคจรอยู่นอกโลก มองลงมาสิ่งปลูก สร้างด้วยฝีมือมนุษย์ที่พบเห็นเป็นสิ่งแรก คือ กำแพงเมืองจีน นั่นเอง จึงไม่น่าแปลกใจ ถึงความอลังการ์ของมัน กำแพงเมืองจีน หรือ ฉางเฉิง มีความยาว 6,700 กม. จากทางชายฝั่งตะวันออกที่ ซานไห่กวน ไปทางตะวันตกจบลงที่ เจียยู่กวน ในทะเลทรายโกบี

กำแพงเมืองจีน ถูกสร้างเมื่อ 2000 ปีมาแล้วในสมัยราชวงศ์ฉิน (221-207 BC) ในยุคของ จักรพรรดิ์ฉินฉือหวง กำแพงถูกแยกสร้างออกเป็นส่วนๆ โดยรัฐอิสระต่างๆ เพื่อป้องกันการรุกราน ของคนเถื่อนทางเหนือ และกำแพงเหล่านี้ถูกเชื่อมต่อเข้าด้วยกัน

ปัจจุบันกำแพงส่วนใหญ่เสื่อมโทรม จนแทบไม่เหลือสภาพของความเป็นกำแพงอยู่เลย บางส่วนถูก กลืนเป็นฝุ่นทราย หรือซากบนภูเขา บางส่วนถูกตัดผ่านกลางเป็นถนน และทางรถไฟ มีเฉพาะบางส่วนที่ถูกบูรณะซ่อมแซมสำหรับนักท่องเที่ยวไปเยี่ยมชม โดยเฉพาะที่ปักกิ่ง สามารถเดินทางไปเที่ยวชมกำแพงเมืองจีนได้ 3 จุดที่มีชื่อเสียง คือ


Badaling changcheng
ปาต้าหลิง ตั้งอยู่ 70 กม.ทางตะวันตกเฉียงเหนือของปักกิ่ง และเป็นที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ มาชมกำแพงเมืองจีนกันที่นี่ ปาต้าหลิงถูกบูรณะขึ้น เมื่อปี 1957 และกำแพงถูกปรับปรุงเป็นระยะ หลายร้อยเมตร แต่ถ้าเรายังคงเดินต่อไป จะพบส่วนของกำแพงซึ่งยังไม่ได้รับการบูรณะ เป็นอยู่ตามสภาพของมัน และนักท่องเที่ยวน้อย เดินกันมาไม่ถึง การเดินทางมาปาต้าหลิง ค่อนข้างสะดวก สามารถหาซื้อทัวร์ท้องถิ่นได้ทั่วไปในเมือง ซึ่งส่วนใหญ่จะนำมาเยี่ยมชมที่ ปาต้าหลิง
Mutianyu changcheng
มู่เถียนยู่ เป็นกำแพงเมืองจีนแห่งที่สอง ที่เปิดให้เข้าชม ตั้งอยู่ 90 กม.ทางตะวันออกเฉียงเหนือ ของปักกิ่ง มีสิ่งอำนวยความสะดวกเช่น รถกระเช้า เช่นเดียวกับที่ ปาต้าหลิง ที่นี่จะมีนักท่องเที่ยว มาเที่ยวน้อยกว่าปาต้าหลิง สำหรับนักท่องเที่ยวที่มากันเอง ส่วนใหญ่จะมาที่นี่ ส่วนการหาซื้อทัวร์ ก็พอหาซื้อได้ ตามแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ แต่ต้องถามให้แน่ใจ ไม่เช่นนั้นทัวร์นั้น อาจนำท่านไป ปาต้าหลิงได้
Simatai changcheng

ซือหม่าไถ ถือว่าเป็นส่วนของกำแพงเมืองจีนที่มีความลาดชัน และค่อนข้างคงความเป็นสภาพปัจจุบันที่เสื่อมโทรม จึงมีความสวยงามเป็นอีกแบบ และที่นี่ไม่มี สิ่งอำนวยความสะดวก เช่น รถกระเช้า หลายคนที่ไปเที่ยวชมมาแล้วกล่าวว่าที่นี่เป็นกำแพงเมืองจีน ที่งดงามที่สุด ซือหม่าไถ ตั้งอยู่ 110 กม.ตะวันออกเฉียงเหนือของปักกิ่ง ค่อนข้างไกลเมื่อเทียบกับ ที่อื่น และนักท่องเที่ยวยังมากันน้อย ทำให้การเดินทางโดยรถ ประจำทางไม่ค่อยสะดวก แต่ก็อาจ หาเหมารถจากปักกิ่ง ไปได้ ใช้เวลาในการเดินทาง 2-3 ชม.



เป็ดปักกิ่ง Beijing duck หรือ เข่ายา (kaoya) ที่พวกเรา คงได้เคยลิ้มรส มาบ้างแล้วในเมืองไทย ต้นตำหรับเดิมของแท้ สามารถหาทานได้ที่ ภัตตาคารเฉียนเหมิน ฉวนจู๋เต๋อ (qianmen quanjude kaoyadian) และที่โรงแรมปักกิ่ง (Beijing Hotel) เป็ดปักกิ่งของที่นี่ จะแล่หนังเป็ด ซึ่งย่างกรอบติดเนื้อด้วย ไม่เหมือนของเราที่จะแล่เฉพาะหนังเท่านั้น และจะมีรสชาติแตก ต่างตรงน้ำจิ้มไม่หวานเท่า และเมื่อทานเป็ดปักกิ่งแล้วจะตามด้วยซุป ไม่มีการนำเนื้อเป็ดมาทำ อาหารอีกอย่างสองอย่างเหมือน บ้านเรา เพราะกินไปพร้อมกับหนังเป็ดกรอบแล้วนั่นเอง นอกจากภัตตาคารข้างต้นแล้ว ตามกรุงปักกิ่งยังมีภัตตาคารอีก มากมายที่มี เป็ดปักกิ่งเป็นเมนูหลัก และราคาไม่แพงเลย บางแห่งขายเพียงตัวละ 16 เหรินหมินปี้ เป็นอาหารที่ไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง นอกจาก เป็ดปักกิ่งแล้ว อาหารที่เป็นอาหารหลักของที่นี่อีก อย่างก็คือ เกี๊ยว (jiao zi) และเบียร์เหยี่ยน จิง (yan jing)

กุ้ยหลิน

กุ้ยหลิน เป็นสถานที่ที่มีชื่อเสียงในแง่ความงดงาม มาตั้งแต่อดีต ดูได้จากผลงานทางบทกวี จิตรกรรม ภาพวาดต่างๆ ต่างบรรยายถึงความ งามของกุ้ยหลิน ถ้าถามคนจีนด้วยกัน ต่างบอกว่า กุ้ยหลินเป็นสถานที่ งดงามที่สุดในจีน แต่ในเมือง กุ้ยหลินปัจจุบันมีการ พัฒนาปรับปรุงไปมาก ทำให้เสน่ห์ของเมืองลดลงไปมาก แต่ก็หาได้ทำ ให้กุ้ยหลิน ต้องหมดชื่อแต่อย่างใด เนื่องจาก ธรรมชาติอันมีเสน่ห์สวยงามของกุ้ยหลิน หาใช่ในเมืองไม่ แต่จะเป็นทัศนียภาพ 2 ฝากของ แม่น้ำหลีเจียง โดยตั้งต้นล่องเรือจาก เมืองกุ้ยหลิน ไปตามลำน้ำหลีเจียง ไปขึ้นที่เมืองหยางซั่ว ซึ่งเป็นที่ มีทัศนียภาพและแหล่งท่องเที่ยว สวยงาม ห่างไกลจากความเจริญ นักท่องเที่ยวชาวตะวันตกมักจะแวะ ที่กุ้ยหลิน1-2 วัน แล้วจะมา พักที่หยางซั่วเป็นอาทิตย์ และเที่ยวชมหมู่บ้านใกล้เคียง

การท่องเรือไปตามลำน้ำหลีเจียงมีข้อพึงสังเกตุคือฤดูน้ำหลาก นับว่ามีความสำคัญ ซึ่งช่วงเวลา ที่เหมาะสมในการไปเที่ยว คือช่วงเดือนเมษายน ถึงสิงหาคมของทุกปี แต่ถ้าไปช่วงอื่น ก็ไม่มีปัญหานักเพียงแต่บางช่วงของลำน้ำหลีเจียง ตื้นเขิน ไม่สามารถเดินเรือได้ ก็จำต้องนั่งรถไปยังท่าเรือหนึ่ง แล้วล่องเรือไปจนถึงช่วงที่เรือจะไปต่อไปไม่ได้ แล้วย้อนกลับมาที่ท่าเรือที่ขึ้น แล้ว นั่งรถโดยสารต่อไปยังหยางซั่ว

 

หยางซั่ว นับว่าเป็นสวรรค์บนดิน ที่มีชื่อเสียง จนนักท่องเที่ยวมากุ้ยหลินแล้วต้องแวะ มาที่ หยางซั่ว ด้วย เนื่องจากการเดินทางโดย รถยนต์ที่ใช้เวลาประมาณ 1ชั่วโมง 30 นาที หรืออาจจะนั่งเรือชมทัศนียภาพของหลีเจียง แล้วมาพักแรมที่หยางซั่ว ที่นี่จะสงบเงียบ เหมือนชนบท แต่ก็มีสิ่งอำนวยความสะดวก อย่างพรั่งพร้อมแก่ นักท่องเที่ยว ในราคาถูก ซึ่งจะมีย่านซึ่งประกอบไปด้วย ที่พักราคาถูก มีวิดีโอหนังฮอลลีวู้ดฉาย พร้อมร้านอาหารคาเฟ่ สไตล์ตะวันตก มีขนมแพนเค็ก พร้อมกาแฟ เพียงแต่ลูกค้ามีแต่ชาวต่างชาติเท่านั้น โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวแบบเป้ใบเดียว หรือเรียกว่า backpacker ชอบนักแล

ทั้งยังสามารถเช่าจักรยาน ขี่เที่ยวเล่นชมแหล่ง ท่องเที่ยว อื่นๆ ข้างเคียง เช่น เขาพระจันทร์ (เยว่เลี่ยงซาน) ซึ่งเป็นเขาที่มีรูอยู่ตรงกลาง เป็นรูปพระจันทร์ เดินขึ้นเขาประมาณ 1250 ขั้น ทำให้คนที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย แทบหายใจ ไม่ออกเชียวแหล่ะ แต่เมื่อปีนถึงบนยอด รับรองว่า หายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้งเชียว เนื่องจากความสวยงาม เมื่อมองจากยอด ชมทัศนียภาพโดยรอบ ที่นี่ที่น่าประทับใจ คือใช้มือถือก็มีสัญญาณถึง นอกจากนี้ยังมีถ้ำ 3 ถ้ำที่อยู่ไม่ไกลจากเขาพระจันทร์นัก คือ เฮยฝอต่ง (ถ้ำพระพุทธเจ้าดำ), ซินสุ่ยต่ง (ถ้ำน้ำใหม่) และ จู้หลงถาน (ถ้ำมังกร) เป็นถ้ำซึ่งมีลำธารน้ำอยู่ใต้ดิน ซึ่งสามารถเดินไปตามลำธาร ขนานไปกับแนวเขา ซัก 2-3 ชั่วโมง ไปทะลุในอีกด้านหนึ่งได้

ซินเจียง

ซินเจียง เป็นมณฑลที่อยู่ลึกไปทางตะวันตก ของจีน มีขนาด 966,000 ตารางเมตร คิดเป็น 16% ของพื้นที่ของประเทศจีน และถือว่าเป็น พื้นที่ ที่ห่างจากทะเลมากที่สุด แห่งหนึ่งในโลก โดยอยู่ลึกจากทะเล 3000 กม. มีทรัพยากรธรรม ชาติ อุดมสมบูรณ์ และมีความหลากหลายของ เชื้อชาติ เป็นทางผ่านที่สำคัญของเส้นทาง สายไหม ที่มีการค้าและแลกเปลี่ยนระหว่าง ตะวันตก และตะวันออก มีเมืองหลวงชื่อ วูลู๋มู่ฉี (wu1 lu3 mu4 qi2) Urumqi ใน ภาษาอังกฤษ
ที่ซินเจียงมี ประชากร ราว 15 ล้านคน
พลเมือง ส่วนใหญ่ ประมาณ 50 % เป็นชาวมุสลิม เผ่า Uigur หรือ เว๋ยวู๋เอ๋อ (wei2 wu2 er3) ซึ่งพูดภาษาเตอร์กิส (ภาษาตุรกี) ซึ่งนักมนุษยวิทยาเชื่อว่า ชนเผ่า Uigur มีสายพันธ์มาจากชนชาติ ในยุโรป และมีลักษณะภายนอกแตกต่างจากชาวจีน เชื้อสายฮั่น นอกจากนี้ยังมีชนกลุ่มน้อย เชื้อสายอื่นๆ อีก เช่น Kirghs, Kazakhs, Tajiks, Hui, Mongols, Daur and Russians.

พื้นที่ในซินเจียงมีความแตกต่างทางภูมิประเทศอย่างมาก เช่น มีพื้นที่ที่มีอุณหภูมิหนาวที่สุด ร้อนที่สุด แห้งแล้งที่สุด พื้นที่ส่วนใหญ่ไม่สามารถเพาะปลูกได้ เนื่องจากเป็นทะเลทราย และภูเขา แต่ในบางพื้นที่ ก็สามารถให้ผลผลิตที่มี คุณภาพดี เช่น องุ่น, ผลไม้ และการเลี้ยงสัตว์ ทัศนียภาพแตกต่าง อย่างตัดกันอย่าง สิ้นเชิง เมื่อเดินทางไปตามที่ต่างๆ ทัศนียภาพจะ เปลี่ยนจาก ทะเลทราย เป็นภูเขาที่เขียวชะอุ่ม ภายในการเดินทาง หนึ่งชั่วโมง บ้างเป็นหุบ เขา หรือเป็นหมู่บ้านของชาว Uigur

ชาวซินเจียงมีความเป็นมิตร ต้อนรับนัก ท่องเที่ยว เวลามีประ เพณีของชนพื้นเมือง ก็จะเชิญร่วมงานเลี้ยง ปัจจุบันมีนักท่องเที่ยว จำนวนมาก ที่ชอบการผจญภัย มักจะเดินทาง มาที่ซินเจียง เพื่อมาเที่ยวชมเมืองจีนทางทิศตะวันตก ซึ่งมีชาวพื้น เมืองที่เป็นชาวมุสลิม และมีวัฒน ธรรมความเป็นอยู่ต่างจากชาวจีนฮั่นโดยทั่วไป

วูลู๋มู่ฉี Urumqi
วูลู๋มู่ฉี (wu1 lu3 mu4 qi2) Urumqi ใน ภาษาอังกฤษ ตั้งอยู่เชิงเขา tianshan ทางตอนเหนือ เป็นเมืองใหม่ที่ตั้งขึ้น เมื่อปี 1763 ทันสมัย คล้ายเมืองอุตสาหกรรมของรัสเซีย มีทั้งศูนย์การค้าขนาดใหญ่ มีโรงงานมากมาย ไม่ค่อยมีสถานที่ ที่น่าสนใจ ยกเว้นชีวิตของผู้คนของที่นี่ ซึ่งมีกลิ่นอายของ ชาวมุสลิม Uigur แต่ที่จริงแล้วคนส่วนใหญ่เป็นชาว จีนฮั่น ซึ่งควบคุมธุรกิจการค้าและอุตสาหกรรมที่สำคัญ
ที่ wulumuqi เป็นศูนย์กลางการคมนาคมของซินเจียง และมี สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ คือทะเลสาบสวรรค์ tianchi

wulumuqi มี timezone แตกต่างจากปักกิ่ง ถึงแม้ประเทศจีน จะใช้ระบบเวลาเดียวกัน ทั้งประเทศ คือใช้เวลาของปักกิ่ง เป็น มาตรฐาน แต่ในความเป็นจริง wulumuqi มีเวลาหลังปักกิ่ง 2 ชั่วโมง
Heaven's Lake (เทียนฉือ - tianchi)

ทะเลสาบสวรรค์ อยู่เทือกเขาเทียนซาน 115 กม.ทางตะวันออกเฉียงเหนือ จากวูลู๋มู่ฉี wulumuqi เป็นสถานที่ ที่กล่าวกันว่ามีความงามแห่งหนึ่งในประเทศจีน มีทะเลสาบขนาดใหญ่น้ำใสแจ๋ว ต้นสน ปกคลุมไปทั่วตามเนินเขา ด้านหลังมีภูเขาที่มีหิมะปกคลุม เป็นทัศนียภาพที่สวยสดงดงาม ไม่แพ้สวิตเซอร์แลนด์ แต่อาจมีสีสรรมากกว่า
Kazakh ซึ่งนับถือพุทธศาสนาจะมาตั้ง camp ระหว่างพฤษภาคม ถึงกันยายน เพื่อบวงสรวง และมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากมาเที่ยว แต่ก็ไม่ได้ทำให้ทัศนียภาพเสียหายเลย เราสามารถเดินเที่ยว ไปตามเนินเขา รอบๆทะเลสาบได้อย่างเสรี ทะเลสาบมีขนาด ยาว 3 กม.กว้าง 1 กม. ต้องเดินขึ้นเขา ครึ่งทาง ประมาณ 560 ฟุต จึงถึงทะเลสาบ

kazakh นับ 1000 คนจะนำบ้านและ ครอบครัวมาพักอาศัย โดยมีการ สร้าง yurts ร่วม 100 หลังรอบๆทะเลสาบ และเนินเขา ห้อมล้อมด้วย แพะ,แกะ แคสเมียร์ และม้ามากมาย ซึ่งทำรายได้ ให้แก่ ชาว kazakh ไม่น้อย มีการนำม้า มาบริการนักท่องเที่ยวในการขี่เที่ยวชมรอบๆ และสามารถพักอาศัย กับชาว kazakh ได้ในราคาถูกๆ 30 หยวนรวมค่าอาหาร ซึ่งทำให้เราสามารถเข้าถึงวิถีชีวิต ของคน ที่นี่ นับเป็นประสบการณ์อันประเมินค่าไม่ได้ yurts สร้างจากผ้าใบมาขึงให้ตึงโอบรอบโครงที่ทำด้วย ไม้ ภายในตกแต่งวิจิตรสวยงาม ด้วยพรมที่ทำด้วย มือ แขวนอยู่

นักท่องเที่ยวที่มาอย่างน้อยควรจะต้องมาค้างคืน 1 คืนโดยค้างอาศัยอยู่ใน yurts หรือพักอยู่ในโรงแรมใกล้เคียง เช่นโรงแรม shuixin ช่วงเช้าๆและเย็นๆ บรรยากาศสงบเงียบมาก น่าปล่อยใจให้ล่องลอย ซึมซับบรรยากาศโดยรอบ มีร้านอาหารขนาดเล็กทางตะวันตกของทะเลสาบ อร่อย ราคาไม่แพง 20-30 หยวน

ยอดภูเขาน้ำแข็ง glacier ของ tianshan มีความหนากว่า 100 เมตร กว้าง 500 เมตร ตามสันเขา ประกอบด้วยถ้ำน้ำแข็งและหุบเหวโดยรอบ ที่นี่เป็นต้นน้ำ แหล่งกำเนิดของแม่น้ำ wulumuqi อากาศหนาวเย็นมากสำหรับคนไทย จึงควรเตรียมเสื้อหนาวหนาๆอย่างดี การเดินทางสามารถนั่งรถ ประจำทาง หรือรับจ้างมาจาก wulumuqi ใช้เวลาประมาณ 90 นาที ถึง 4 ชั่วโมง ขึ้นอยู่เดินทางมา โดยใช้รถแบบไหน แต่ที่นี่จะทำให้คนรู้สึกชุ่มชื่นมากๆ เนื่องจากมาจากบริเวณแห้งแล้ง ทะเลทรายโดยมากในซินเจียง

ฮาเอ๋อปิน
ฮาเอ๋อปิน เป็นเมืองหลวงของมณฑล เฮยหลงเจียง (Hei LongJiang) ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือสุดของ จีน มีชายแดนติดกับรัสเซีย ตั้งอยู่บน แม่น้ำซงฮว๋า จึงเป็นเมืองท่าที่มีความสำคัญและวุ่นวายจากเรือต่าง ๆ ถนนหนทางและเส้นทางรถไฟต่างมาบรรจบกันที่ ฮาเอ๋อปิน ฮาเอ๋อปินจึงเป็นศูนย์กลางทางคมนาคม, วัฒนธรรม, การศึกษา, อุตสาหกรรม และเศรษฐกิจ

ฮาเอ๋อปิน มีขนาด 1,655 ตารางกิโลเมตร มีประชากรประมาณ 3 ล้านคน มีมหาวิทยาลัยอยู่ 15 แห่งและมีสถาบันวิจัยหลายแห่ง ฮาเอ๋อปินเป็น เมืองอุตสาหกรรม ที่ผลิตเครื่องบิน, รถยนต์, เครื่องจักรกล, เครื่องยนต์ และผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เบา อื่นๆ


800 ปีก่อน ฮาเอ๋อปินมีชื่อว่า Alejin มาเปลี่ยนชื่อเป็นฮาเอ๋อปิน ในราชวงศ์ชิง จากหมู่บ้านเริ่มกลาย เป็นเมืองในปี 1898 และตั้งแต่จัดตั้งเป็นสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนจีน ในปี 1949 ฮาเอ๋อปินก็ถูกพัฒนามาเป็นเมืองสมัยใหม่อย่างรวดเร็ว

ฮาเอ๋อปินนั้น ถูกขนานนาม มอสโคว์ตะวันออก (Oriental Moscow) หรือ ปารีสตะวันออก (Oriental Little Paris) คงจะมองให้เห็นได้ว่า จะมี ความงดงามด้วยสถาปัตยกรรมตะวันตก ที่พบเห็นได้ดาษดื่นใน ฮาเอ๋อปิน เนื่องจากอดีต ตั้งแต่ปี 1897 รัสเซียได้เจรจาขอสร้างทางรถไฟ สายตะวันออก ซึ่งเชื่อมกับทางรถไฟทรานไซบีเรียเชื่อมต่อไปยัง วลาดิวอสต็อก (Vladivostok) ในปี 1904 รัสเซียได้สิทธิ์การเดินรถไฟในสายดังกล่าว จนเมื่อญี่ปุ่นชนะสงครามรัสเซีย ระหว่างปี 1904-05 ในปี 1917 มีผู้อพยพชาวรัสเซียหนีปฎิวัติบอลเชวิก เข้ามาอาศัยในฮาเอ๋อปิน ในปี 1932 ญี่ปุ่นได้เข้าครอบครอง จนหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี 1945 รัสเซียได้เข้าครอบครองจนถึงปี 1946 ทางจีนโดยทหารของก๊กมินตั๋ง จึงได้เข้าครอบครองตามข้อตกลงระหว่าง เจียงไคเช็กและ สตาลิน

เมื่อความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและจีนได้สิ้นสุดลง การท่องเที่ยวตามชายแดนกลับมาบูม จะได้พบ เห็นชาวรัสเซียมากมายเข้ามาเดินตามถนนในฮาเอ๋อปิน แต่ไม่ได้เข้ามาท่องเที่ยว แต่เข้ามาทำการค้า ได้แก่การขนสินค้าหนีภาษี โดยนำสินค้าจำพวกเขากวาง, ลูกสุนัข, ภาพลามกและอาวุธ เช่น กล้องส่อง ทางไกล มีดต่างๆจากรัสเซียเข้ามา และนำสินค้าจำพวกเสื้อผ้า. เครื่องสำอาง, กาแฟ และสินค้าอื่นๆที่ รัสเซียไม่สามารถผลิตได้เพียงพอ ซึ่งทำให้นักท่องเที่ยวสามารถหาซื้อสินค้ารัสเซียได้ โดยหาซื้อ ได้ตามตลาดนัดในฮาเอ๋อปิน

ด้วยความเย็นและสดใสในฤดูร้อน ด้วยอุณหภูมิเฉลี่ย 25 องศาในเดือน กรกฏาคม ที่เป็นเดือนที่ร้อนที่สุด ฮาเอ๋อปินจึงเป็นเมืองท่องเที่ยวตากอากาศ ที่ได้รับความนิยมในฤดูร้อน แต่ในฤดูหนาวเย็นยะเยือก ถูกปกคลุมด้วยหิมะ และน้ำแข็ง จึงดูเป็นประกายสีเงินยวงและสีขาว และเป็นที่กล่าวขานกันว่า เป็นเมืองน้ำแข็ง ฮาเอ๋อปินจึงเป็นแหล่งกีฬาฤดูหนาวและมีกิจกรรมมากมาย โดยเฉพาะเทศกาลสลักน้ำแข็ง ทำให้ฮาเอ๋อปินคราคร่ำด้วยผู้คน มีชีวิตชีวา แม้ในฤดูหนาวอันหนาวเหน็บ ประเพณีเทศกาลสลักน้ำแข็ง มีมานานกว่า 2 ทศวรรษแล้ว วันที่ 1 มกราคมของทุกปี จะเป็นการเริ่มต้นของเทศกาล สลักน้ำแข็ง น้ำแข็งที่ถูกสลักอย่างละเมียดละมัยจะมีมากมายคณานับ ตลอดถนนหนทาง และในช่วงกลางคืน ที่ สวนเจ้าหลิน (Zhao lin) จะถูกตกแต่งด้วย โคมไฟหลากสีสวยสดงดงาม ซึ่งจะเป็น highlight ของฮาเอ๋อปิน เลยทีเดียว นักท่องเที่ยวจากทุกสารทิศ จะบินมาชมความงาม เทศกาลโคมไฟน้ำแข็ง (bing deng jie) โคมไฟหรือไฟนีออน หลากสี จะถูกตกแต่งภายใน น้ำแข็ง ที่สลักเป็นรูปต่าง ซึ่งมีขนาดเล็กจนไปถึงขนาดใหญ่ เช่น พระราชวัง ดูสดสวยงดงาม เทศกาล จะมีระยะเวลากว่า 2 เดือน ผู้คนจะเนืองแน่นไปด้วย นักท่องเที่ยว ชาวจีน ที่ต่างก็มุ่งหน้ามาชม ความงามของเทศกาลโคมไฟน้ำแข็ง
นอกจากสถานที่ท่องเที่ยวทาง คอลัมน์ด้านขวามือ แล้วฮาเอ๋อปินยังมี สวนเสือไซบีเรียซึ่งมีขนาด ใหญ่ และถนนจงยาง (zhongyang avenue) ซึ่งถูกสร้างขึ้นในปี 1900 ซึ่งมีความยาว 1450 ม. กว้าง 21.34 ม. ถนนถูกปูด้วยแกรนิต ตลอดถนน 2 ข้างทางมีตึกซึ่งหลากหลายสไตล์มากกว่า 30 แบบ และในปี 1997 ได้ถูกกำหนดให้เป็นถนนสำหรับเดินเท่านั้น (walking street) ซึ่งดึงดูดนักท่อง เที่ยว จากทุกสารทิศให้เข้ามาเยี่ยมชม








กองทัพตุ๊กตาหิน ปิงหมาหย่ง
กองทัพตุ๊กตาหินพร้อมทั้งม้ากว่า 6000 ชิ้น ซึ่งมีอายุกว่า 2000 ปีได้ทำให้ ซีอานเป็นเมือง ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงที่สุด แห่งหนึ่งของจีน แต่ละปีมี นักท่องเที่ยวทั้ง ชาวจีนและชาวต่างชาติ มาเที่ยวชม เป็นจำนวนมาก กองทัพตุ๊กตานักรบเหล่านี้ถูกค้นพบ โดยบังเอิญ โดยชาวนากลุ่มหนึ่งซึ่งกำลังจะขุดบ่อน้ำ ในปี 1974 ร่วม 26 ปีมาแล้ว เชื่อกันว่า กองทัพนักรบ และม้า เหล่านี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อป้องกันและเฝ้า สุสานของ จักรพรรดิ์ฉินฉือหวง

กองทัพเหล่านี้ปัจจุบัน ถูกแสดงอยู่ภายใต้หลังคาขนาด ใหญ่ เหมือนหลังคาโรงเก็บเครื่องบิน กองทัพตุ๊กตาหิน ขนาดเท่าคนจริงเหล่านี้อยู่ในท่าที่ พร้อมรบ ในการทำสง คราม มีการจัดขบวนตาม ตำราพิชัยสงคราม นักประวัติ ศาสตร์เชื่อว่า เดิมทีตุ๊กตานักรบ เหล่านี้ถูกทาสี แต่เนื่องจากวันเวลาผ่านไปร่วม 2000 กว่าปี ทำให้สีเหล่านี้หายไป และเมื่อหลายปีก่อน หากใครได้ไปชมก็จะเห็นทหารเหล่านี้ ถืออาวุธเช่น ดาบ หอก และธนู ที่จัดอยู่ในยุคบรอนซ์ อยู่ แต่ในปัจจุบัน อาวุธเหล่านี้ถูกถอดเก็บรักษาไว้ และไม่ได้แสดงอีก ทำให้นักท่องเที่ยว รุ่นหลังๆ จะไม่เห็นอาวุธเหล่านี้ กล่าวกันว่า ใบหน้าของตุ๊กตาหินเหล่านี้ ถูกสร้างขึ้นตาม เค้าโครงหน้าของ บรรดาช่างปั้น และบรรดาทหารองครักษ์
ที่พิทักษ์จักรพรรดิ์ในสมัยนั้น และยังเชื่อกันว่ายังมี กองทัพตุ๊กตาหิน ที่สร้างขึ้นในช่วงสร้างสุสาน ยังมีอีกจำนวนมากที่ยัง ถูกฝังอยู่ใต้ดิน เนื่องจาก ในปี 1976 ยังมีการขุด ค้นพบตุ๊กตานักรบ ม้า และรูปปั้นรูปต่างๆ อีกนับ 1000 ตัว และยังเชื่ออีก ว่า ยังมีอีกจำนวนมาก ซึ่งจะยิ่งใหญ่กว่าที่ขุดค้นพบและจัดให้ดูกันอีก ภายใต้สุสานฉินฉือหวง แต่ทางการจีนไม่ต้องการ ที่จะทำให้สุสานต้องถูกทำลายลง และการเก็บใต้ดินจะยังคงความคงทน ไปได้อีกนาน หากแต่มีการขุด ค้นขึ้นมา จะทำให้อายุของตุ๊กตานักรบเหล่านี้สั้นลง เนื่องจากสภาพ ความแห้งชื้นของอากาศ และสภาพกรดด่างโดยรอบ

นักท่องเที่ยวไม่ได้รับอนุญาตให้ถ่ายรูปในที่เข้าชม หากถูกจับได้ฟิลม์ก็จะถูกยึด และค่าเข้าชมปัจจุบัน เก็บที่ 65 หยวน
สุสานจักรพรรดิ์ ฉินฉือหวง

สุสานจักรพรรดิ์ฉินฉือหวง ตั้งอยู่ทางตะวันตกของ ปิงหมาหย่ง (กองทัพตุ๊กตาหิน) ประมาณ 2 กม. ปกติถ้าเดินทางมาจากในเมืองซีอาน จะถึงสุสานฉินฉือหวง ก่อนถึงปิงหมาหย่ง สุสานจักรพรรดิ์ฉินฉือหวง อยู่ตีนภูเขาหลี่ ถูกสร้างเมื่อ 221 ปีก่อนคริตศักราช โดยมีกองทัพตุ๊กตาหิน คอยเฝ้ารักษาสุสาน ตามความเชื่อในสมัยนั้น

เล่ากันว่า ในบริเวณใกล้เคียงมีโครงการสร้าง complex ขนาดใหญ่ อนุมัติโดยรัฐบาลท้องถิ่น แต่ได้รับการต่อต้านจากนักอนุรักษ์ที่เห็นความสำคัญของ สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ จึงร้องเรียน จนโครงการดังกล่าวต้องล้มเลิกไป ในปัจจุบัน สิ่งก่อสร้างสำคัญทางประวัติศาสตร์ได้ ถูกทำลายลงไปมาก ตามระดับการพัฒนาของทุนนิยม และในสมัยปฎิวัติวัฒนธรรมของนาง เจียงชิง ภริยาท่านเหมา เจ๋อตุง เช่น กำแพงเมืองกรุงเป่ยจิง (ปักกิ่ง) ถูกทำลายเป็น ถนนวงแหวน ชั้นที่ 2 ไปแล้ว ซึ่งนับว่าเสียดาย กล่าวกันว่า กำแพงเมืองกว้างมาก อย่างไรก็ดีที่ซีอาน ก็อาจทำให้นักท่องเที่ยว ค่อยลดความเศร้าโศรกเสียใจลงได้ เพราะที่ตัวเมืองซีอาน กำแพงเมืองยังอยู่ และค่อนข้างสมบูรณ์ มาก ทำให้สามารถจินตนาการได้ว่า กำแพงเมืองเป่ยจิง จะต้องยิ่งใหญ่กว่านั้นมาก ดังนั้นเมืองซีอาน จึงเป็นเมืองที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ อย่างยิ่ง อาจกล่าวได้ว่า ใครไม่ได้มาซีอาน ก็มาไม่ถึงเมืองจีน

นอกเรื่องมามาก กลับมาว่าถึงสุสานฉินฉือหวง จักรพรรดิฉินฉือหวง ครองราชย์เมื่ออายุ 13 ปี และในสมัยของพระองค์ เป็นยุคสมัยที่มีการปกครองที่เข้มงวด ลักษณะทรราช มีการสั่งทำลาย หนังสือต่างๆ ลงมาก ทำให้องค์ความรู้ วัฒนธรรมต่างๆ ด้องสูญหายไปจำนวนมาก มีการสั่งเก็บ ภาษีในอัตราสูง ไปใช้ในการสร้างกำแพงเมืองจีน กองทัพของตุ๊กตาหินก็หันหน้าไปทางตะวันออก ก็เนื่องจากตั้งประจัญหน้ากับศัตรูทางตะวันออก ถึงแม้ว่าในสมัยของพระองค์จะสามารถรวบรวม เมืองจีนเข้าเป็นปึกแผ่นเป็นยุคแรก นักประวัติศาสตร์สมัยใหม่ได้มีการทบทวนเกี่ยวกับ ความเห็นที่ว่าพระองค์เป็นจักรพรรดิที่ด้อยอารยธรรม ป่าเถื่อน แต่จากการขุดค้นพบ ทรัพย์สมบัติในสุสาน และกองทัพตุ๊กตานักรบจำนวนมาก ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความงดงาม ทางศิลปกรรม การมีวัฒนธรรมอย่างสูง และมีพรสวรรค์ทางศิลปะ

จากบันทึกของจักรพรรดิฉินฉือหวง กล่าวไว้ว่าพระองค์ได้เริ่มให้มีการสร้างสุสาน ตั้งแต่ที่เริ่มครองราชย์ จนถึงเมื่อสามารถรวบรวมจีนเข้าเป็นอาณาจักรได้ ได้เขียนคำสั่งไปร่วม 7 แสนคำสั่งหรือ ราชย์โองการที่เกี่ยวข้องกับการสร้างสุสาน ทั้งยังได้มีการติดตั้งอาวุธ เกาฑัณท์ ที่ปล่อยอัตโนมัติ เมื่อมีผู้บุกรุกเข้ามา นอกจากนี้บรรดาผู้ออกแบบและจัดสร้างสุสาน ต่างถูกฝังทั้งเป็นไปพร้อมกับความลับและจักรพรรดิ เพื่อไม่ให้ความลับต่างๆ เกี่ยวกับสุสานแพร่งพรายออกไป นักประวัติศาสตร์เชื่อว่า สุสานเดิมทีถูกประดับด้วย ทอง เงิน และไข่มุก
แต่ได้สูญหายไป

สระสรงน้ำฮว๋าชิง ของจักรพรรดิ
ฮว๋าชิงน้ำพุร้อน ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองซีอาน ไปทางตะวันออก 30 กม. อยู่เชิงเขาหลี่ซาน ดังนั้นเมื่อจะไป ปิงหมาหย่งและสุสาน ฉินฉือหวง จะผ่านที่นี่ก่อน ฮว๋าชิงเป็นสถานที่ จักรพรรดิจะมาพักผ่อนอาบน้ำแร่ที่นี่

ฮว๋าชิง เป็นสถานที่เป็นที่นิยมสำหรับ นักท่องเที่ยวชาวจีนเป็นอย่างมาก เนื่องจากสถานที่นี้มีประวัติ เรื่องเล่าอันแสนโรแมนติก เหมือนโรมิโอจูเลียตนั่นเชียว เป็นเรื่องของจักรพรรดิซวนจ่ง และสนม หยางกุ้ยเฟย ที่ในประวัติศาสตร์จีน กล่าวกันว่าเป็นหญิงที่งดงามที่สุด 1 ใน 4 หญิงงาม เดิมที หยางกุ้ยเฟย เป็นสาวชาวบ้านที่เกิดมายากจน และท้ายที่สุดได้รับการนำตัวเข้าเป็นสนม ในพระราชวัง จนที่สุดได้รับการแต่งตั้งเป็นฮองเฮา ตำนานมีอยู่ว่า จักรพรรดิซวนจ่ง ลุ่มหลงใน ความงามของหยางกุ้ยเฟย จนไม่สนใจในการปกครองอาณาประชาราษฎร์ บริหารราชการแผ่นดิน จนประเทศจีนได้รับการคุกคามจากศัตรูภายนอก และบรรดาขุนนางต่างคุกคามฮ่องเต้ ให้ประหารหยางกุ้ยเฟย โดยโทษไปที่หยางกุ้ยเฟย ที่เป็นเหตุให้ฮ่องเต้บริหารราชการผิดพลาด ไม่เอาใจใส่ ด้วยเหตุนี้ หยางกุ้ยเฟยจึงแขวนคอตาย เพื่อประเทศและฮ่องเต้ชายอันเป็นที่รัก

ที่ฮว๋าชิงนี้ ยังมีรูปปั้น หยางกุ้ยเฟย ซึ่งไม่ควรพลาดไปยลโฉม ถึงแม้จะเป็นเพื่อแค่รูปปั้นก็ตาม อย่างน้อยก็ไปชมความงามตามจินตนาการ นอกจากนี้ในสถานที่ใกล้เคียง นักท่องเที่ยวสามารถ อาบน้ำแร่ที่อุณหภูมิ ถึง 43 องศาเซลเซียสได้ โดยสถานที่บริการมีทั้งที่เป็นห้องอาบน้ำส่วนตัว เหมือนโรงแรมห้าดาว หรือจะอาบน้ำแร่ ตามสถานที่ให้บริการทั่วไปที่บรรยากาศธรรมชาติ และราคาถูก (ไม่รู้กลางแจ้งหรือเปล่า ฟังเขาว่ามาอีกที)

ค่าผ่านประตู 30 หยวน

ฮว๋าซาน หรือภูเขาดอกไม้ ตั้งอยู่ 120 กม. ประมาณ 3 ชั่วโมง ทางตะวันออก ของตัวเมืองซีอาน เป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ 1 ใน 5 ของจีน มีความสูง 2160 เมตร จากระดับน้ำทะเล

ฮว๋าซานจัดว่า เป็นภูเขาที่มีความลาดชัน มาก และมีระยะทาง ประมาณ 12 กม. จากตีนเขาถึงยอด ซึ่งมีทั้งหมด 5 ยอด เขา มีชื่อเรียกตามชื่อทิศ การเดินขึ้นเขา ตลอดทางเดินจะพบสิ่งก่อสร้างต่างๆ ร้านค้า ทั้งมี บ้านในหินแกรนิต โดยเป็น ลักษณะเหมือนถ้ำ โดยเจาะเข้าไป ในหิน มีหน้าต่าง การเดินขึ้นเขาจะใช้เวลากว่า 4 ชั่วโมง แต่อาจขึ้นโดยรถกระเช้าได้ ต้องเสีย 50 หยวนต่อเที่ยว แต่จุดขึ้น กระเช้าไม่ได้อยู่ตีนเขา ทางขึ้น ต้องนั่ง รถไป

นอกจากนี้บนยอดเขา ยังมีโรงแรม ให้ค้างแรมได้ สำหรับผู้ที่ต้องการ ชมพระอาทิตย์ขึ้น หรือพระอาทิตย์ตก

ค่าเข้า 50 หยวน

 

เซี่ยงไฮ้ หรือ ซรั่งไห่
เซี่ยงไฮ้ หรือ ซรั่งไห่ เริ่มเป็นที่รู้จัก ตั้งแต่ในปี 1840 ตั้งแต่ยังเป็นเมืองประมงเล็กๆ เท่านั้น จะเห็นว่ามาเจริญหลัง กรุงเทพฯด้วยซ้ำ ความหมายของซรั่งไห่ (shang1hai3) หมายถึง " ตั้งอยู่ริมทะเล" เนื่องจากซรั่งไห่ ตั้งอยู่ปากแม่น้ำ แยงซี จึงทำให้ซรั่งไห่ เหมาะที่จะเป็นเมืองท่าทางการค้า ในปี 1842 หลังจากสงครามฝิ่นสิ้นสุดลง จักรวรรดิ์อังกฤษ ก็บังคับ เอาพื้นที่บางส่วนอยู่ใต้อาณัติ เช่นเดียวกันกับสิทธิสภาพนอก อาณาเขต ซึ่งจะใช้กฎหมายภายใต้รัฐบาลอังกฤษ หาใช่กฎหมาย จีนไม่ ฝรั่งเศสก็เข้ามาในปี 1847 ดังมีพื้นที่เรียกว่า "French Concession" พื้นที่ที่เรียกว่า "international settlement" ก็ถูกจัดตั้งขึ้นในปี 1863 และตามมาด้วยญี่ปุ่น ในปี1895

ซรั่งไห่ ได้มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว โดยการลงทุนอย่าง มหาศาล ของทุนตะวันตก ประกอบด้วยแรงงานราคาถูกของคนจีน ในปี 1930 ในพท.internaltional settlement ก็มีตึกที่สูงที่สุดในเอเชียในสมัยนั้น มีโรงภาพยนตร์ขนาดใหญ่ มีจำนวนรถยนต์ มากกว่าประเทศใดในเอเชียตะวันออก มีบริษัททางการเงินและการค้ามากมายมาตั้งสำนักงานที่นี่ เช่น ธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้, ธนาคารเชสแมนฮัตตัน, ธนาคารชาร์เตอร์ของอินเดีย เป็นต้นพร้อมกับการ เริ่มต้นในการค้าฝิ่น เรือเดินสมุทรและเรือดำน้ำต่างก็เข้ามา และเดินเรือไปตาม แม่น้ำแยงซี และแม่น้ำ หวงผู่ ตลอดจนชายฝั่งของประเทศจีน ซรั่งไห่ ถือว่าเป็นเมืองที่มีการลงทุน ทางการค้าที่มากที่สุด ในโลกในขณะนั้น

หลังจากเจียงไคเช็ก เริ่มต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์ ราวๆในปี 1927 พรรคก๊กมินตั๋ง ก็ได้ร่วมมือ อย่างใกล้ชิดกับ กองทัพตำรวจของประเทศตะวันตก (ตามที่ทราบเนื่องจากสิทธิสภาพนอกอาณาเขต) และเจ้าของโรงงานทั้งของคนต่างชาติ และคนจีน ในการปราบปรามการลุกฮือของแรงงาน ช่วงนั้นจึง มีความอนาธิปไตยอย่างยิ่ง เจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้ก็เกิดด้วยประการฉะนี้ เจ้าพ่อจะเข้ามาไกล่เกลี่ย แก้ปัญหาใน กรณีการต่อสู้แย่งชิงผลประโยชน์กันในซรั่งไห่

หลังปี 1949 เมื่อพรรคคอมมิวนิสต์ยึดครองประเทศจีนได้ สิ่งแรกที่ทำก็คือ เข้ามาแก้ปัญหาที่เน่าเฟะ ของซรั่งไห่ เช่น การรื้อถอนสลัม การบำบัดผู้คนติดฝิ่นนับล้านคน การยกเลิกแรงงานเด็กและ แรงงานทาส ที่ถูกกดขี่ในสมัยนักล่าอาณานิคม แต่กระนั้นก็ได้ทำให้เศรษฐกิจการค้าของ ซรั่งไห่ซบเซาไปร่วม 40 ปี

รูปด้านบนคือ ไว่ทัน (wai4tan1) [ถ่ายจากฝั่งผู่ตง อาจขึ้นไปดูจาก ตงฟางหมิงจูถา หรือ อาคารจินเม่า หรืออาคารสูงใกล้เคียง] เป็นสัญญลักษณ์ของสิ่งปลูกสร้างสถาปัตยกรรมตะวันตก ในสมัยล่าอาณานิคม ซึ่งมีความงดงามมาก ถือเป็นสถานที่ที่ต้องเยี่ยมชม ในบรรดาตึกเหล่านี้มีตึกที่เป็น ที่ทำการสาขาธนาคารกรุงเทพ สาขาซรั่งไห่ด้วย ลองแวะเข้าไปใช้บริการดูได้ตามอัธยาศรัย ด้านหน้าของไว่ทัน ที่ติดกับแม่น้ำหวงผู่จะมีสวนหย่อม ได้เดินเล่น มีรูปปั้นต่างๆ สวยงามในที่นี้ยังมีรูปปั้นท่านประธานเหมา อยู่ด้วย ทางตอนเหนือสุดของ สวนหย่อมนี้ ดือสวนหวงผู่ ซึ่งเดิมเคยเป็นสวนสาธารณของอังกฤษ ในสมัยอาณานิคม ซึ่งจำกัดสิทธิของคนที่จะเข้ามาใช้ บริการ ถึงกับมีป้าย "ห้ามสุนัขและคนจีนเข้ามาในสถานที่นี้ " โดยมีการ์ดเฝ้าเป็นทหารอินเดียเชื้อสายซิกส์ ที่อังกฤษนำเข้ามาป้องกันกบฎนักมวยในปี 1900 ลองมาเที่ยวชมย้อนประวัติศาสตร์กัน

นานจิงลู่ หรือ ถนนนานจิง
นับเป็นย่านโรงแรมและธุรกิจการค้า ที่คึกคักในซรั่งไห่ มีห้างสรรพสินค้า แหล่งชอปปิ้งมากมาย โดยเฉพาะเวลาค่ำคืน จะคราคร่ำไปด้วยผู้คนและแสงนิออน เดินๆอยู่ อาจมีคนจีนมาชักชวนไปร้องเพลง หรือดื่มดริงก์ เหมือนที่ทำกันในบ้านเราบางแห่ง ต้องระวังกระเป๋าสตางค์ ท่านให้ดี ตอนกลางวัน 9โมงเช้าถึง 6โมงเย็นรถเมล์สามารถ วิ่งได้ แต่ตกกลางคีน ถนนจะปิดให้คนเดินเท่านั้น ท่านอาจเริ่ม ต้นเดินจากไว่ทัน มาทางตะวันตก แล้วจะมาบรรจบกับ จตุรัสประชาชน หรือ เหรินหมินกว่างฉ่าง
เหรินหมินกว่างฉ่าง [จตุรัสประชาชน] (people square)
ตั้งอยู่ใจกลางเมืองเซี่ยงไฮ้ เดิมทีเป็นสนามแข่ง ม้า, สนามกีฬา และสวรรค์ของนักพนัน แต่ภายหลังสงคราม สถานที่ถูกปรับเปลี่ยนมา เป็น จตุรัสประชาชน (Renmin Guangchang) ซึ่งเนื้อที่โดยรอบ ได้มีการ ปลูกหญ้าและต้นไม้ ทำให้ทัศนียภาพดูรื่นรมย์

เหรินหมินกว่างฉ่าง มีเนื้อที่ 140,000 ตารางเมตร ถูกโอบล้อมโดยถนน และสิ่งปลูกสร้างสมัยใหม่
ทางเหนือคือ ที่ทำการเทศบาล ซึ่งดูเคร่งขรึมและสง่างาม ไม่เปิดให้ประชาชนเข้าไปดู ทางตะวันตกเฉียงเหนือ คือ โรงละครเซี่ยงไฮ้ [รูปซ้ายมือ] ที่ถูกสร้างจากกระจกทั้งหลัง ทางตะวันออกเป็นศูนย์แสดงนิทรรศการ (Exhibition Hall) ในตัว

เหรินหมินกว่างฉ่าง เองเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณท์เซี่ยงไฮ้ (Shanghai museum) [ในรูปขวามือ] ซึ่งเป็นที่ ที่ซึ่งคุณพลาดไม่ได้ที่จะต้องเข้าไปชม สิ่งสะสมในพิพิธภัณท์ ที่สะท้อนให้เห็นอารยธรรม ความรุ่งเรืองของจีนนับพันปี

ฉางเฉิง
กำแพงเมืองจีน (ฉางเฉิง) มีความยาวทั้งหมด 6,700 กิโลเมตร เริ่มจากซันไห่กวน (shanhaiguan) ทางตะวันออก ไปจบที่เจียยู่กวน (jiayuguan) ทางตะวันตก กำแพงเมืองจีนถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ 476-211 BC และมีการสร้างต่อเนื่อง ไปอีก หลายราชวงศ์ กำแพงมีความสูงจากฐานโดยเฉลี่ย 7.8 เมตร และมีความกว้างที่ฐานโดยเฉลี่ย 6.5 เมตร และที่ส่วนบน 5.8 เมตร มีการสร้างหอ สังเกตการณ์ ทุกๆ 100 เมตร การไปดูกำแพง เมืองจีนที่สะดวก คือที่ปาต๋าหลิง (badaling) ซึ่งอยู่ห่างจากปักกิ่ง ไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ 75 กม. >>มีต่อ Click
กู้กง พระราชวังต้องห้าม กู้กง (gugong) อยู่ใจกลางกรุงปักกิ่ง มีความกว้างจากตะวันออก ไปตะวันตก 750 เมตร และ จากเหนือลงใต้ 960 เมตร มีพื้นที่ทั้งหมด 720,000 ตารางเมตร ถือว่าเป็นพระราชวังที่ใหญ่ที่สุดในโลก ล้อมรอบโดยคูซึ่งมีความกว้าง 52 เมตรลึก 6 เมตร และกำแพงโอบล้อมซึ่งมีความยาว 3 กม.และสูง 10 เมตร บนกำแพงมีประตู 4 ด้านซึ่งแต่ละด้านมีหอคอย ด้านบน มีชื่อ เสินอู่เหมิน (shenwumen)ทางเหนือ, อู่เหมิน (wumen) ทางใต้ ส่วนประตูทางตะวันออก และตะวันตกจะอยู่ค่อนไปทางประตูทิศใต้ค่อนข้างมาก มีชื่อ ต่งอู่เหมิน และ ซีฮว๋าเหมิน ตามลำดับ และในพระราชวังมี 800 อาคาร 9000 ห้อง ซึ่งเป็นที่ออกว่าราชการของ จักรพรรดิ์ราชวงศ์หมิง และ ฉิง ระหว่างปี 1368-1911 AD ในรูปคือ Hall of supreme harmony (taihedian) >>มีต่อ Click
กุ้ยหลิน ถูกถือว่าเป็นสถานที่งดงามที่สุดในจีน แม้กระทั่งในโคลงกลอนในอดีตได้ชมเชยไว้ โดยมี ลักษณะของภูเขาที่สูงชันเรียวแหลม และสายน้ำ ที่ใสดังคริสตรัล เป็นสถานที่บันดาลใจให้จิตรกร และกวี บรรยายความงามออกมาทั้งในบทกวี และ ภาพวาดเป็น เวลาหลายศตวรรษ กุ้ยหลินตั้งอยู่ มณฑลกว่างซี หรือคนไทยรู้จัก ในนาม กวางสี (guangxi) การนั่งเรือ จากกุ้ยหลิน ไปตามแม่น้ำหลี่เจียงเป็นระยะทาง 30 ไมล์ ถึงเมืองหยางซัว (yangshuo) ซึ่งมีทัศนียภาพที่งดงามมาก >>มีต่อ Click
หวงซาน (huangshan) ตั้งอยู่ทางใต้ของแม่น้ำ แยงซีในมณฑลอันฮุย ภูเขาหวงซานมีภูมิประเทศ สวยงาม ประกอบด้วยหลายยอดเขา ซึ่งยังคง สภาพทางธรรมชาติ หวงซานเป็นที่จดจำในเรื่อง ทะเลหมอก โอบล้อมยอดเขาไว้ และมีต้นสนขึ้น ตามซอกหิน ทำให้ทัศนียภาพของทะเลหมอก เคลื่อนผ่านซอกเขา และต้นสนเป็นที่งดงามยิ่ง
หางโจว เป็นเมืองหลวงของมณฑลเจ้อเจียง ทางใต้ของเซี่ยงไฮ้เดินทางโดยรถไฟประมาณ 3 ชม. ความงามของหางโจวอยู่ที่ทะเลสาบตะวันตก (West lake) หรือ ซีหู (xihu) ซึ่งเป็นทะเลสาบ มีเนื้อที่ ประมาณ 4 ตารางไมล์ ล้อมรอบโดยเขา ทั้ง 3 ด้าน ซึ่งปกคลุมด้วยต้นไม้ ภายในทะเลสาบ มีทางเดิน ตัดทะเลสาบออกเป็นส่วนๆ ทางเดิน เหล่านี้จะมี สะพานและเก๋งศาลาเป็นจุดๆ และมีสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ โดยรอบทะเลสาบ
ซูโจว เป็นเมืองในมณฑล เจียงซู อยู่ทางตะวันตก ของ เมืองเซี่ยงไฮ้ 50 ไมล์ และตั้งอยู่บน grand canal (ต้าหยุ่นเหอ dayunhe) ในสุภาษิตจีน กล่าวไว้ว่า "ในสวรรค์มีสถานที่สวยงาม บนโลกมีซูโจว และหางโจว" นอกจากนี้ซูโจว ยังมีชื่อทางด้านสาวงามอีกด้วย ซูโจวมีชื่อทางด้าน สวนตกแต่ง ซึ่งมีกว่า 150 แห่ง สวนเหล่านี้ไม่ได้ ใหญ่แต่มีการบรรจง ออกแบบและตกแต่ง มีทั้ง เนินเขาเล็กๆ, สระน้ำ ระเบียง ทางเดิน เก๋งจีน ซึ่งมีครบทุกอย่างที่ สวนของจักรพรรดิ์ควรจะมี สวนที่มีชื่อ เสียงที่ไม่ควรพลาดชม คือ หว่างซือหยวน (wangshiyuan) และ จั๋วเจิ้งหยวน (zhuozhengyuan)
ยื่อเยว่ถาน
ทะเลสาบตะวันจันทรา (sun moon lake) ในไต้หวัน หรือ ยื่อเยว่ถาน (riyuetan) มีความงาม และความสงบของทะเลสาบ สีมรกตล้อมรอบด้วยภูเขาหยก ทำให้เป็นสถานที่ ท่องเที่ยวมีชื่อทาง ฮันนีมูน ของคู่หนุ่มสาว วิวสามารถดูจากวัดเหวินวู่ (วัดเต๋า) และสถานที่ ท่องเที่ยวโดยรอบ
ซันเซี๋ย
ช่องเขา 3 แห่ง (ซันเซี๋ย sanxia) โดยการนั่งเรือจาก ฉงชิ่ง (chongqing) ในมณฑลเสฉวน ไป อู่หั่น (wuhan) ในมณฑลหูเป่ย บนแม่น้ำแยงซี มีชื่อในเรื่อง ทัศนียภาพของสองข้างทาง และสถานที่ทาง ประวัติศาสตร์ ซึ่งจะได้พบช่องเขา ชูถางเซี๋ย (qutang xia) อูเซี๋ย (wu xia) และซีหลิงเซี๋ย (xiling xia) ซึ่งการนั่งเรือจะใช้เวลา 3 วัน 2 คืน โดยจะมีการแวะหยุดเป็นระยะ เพื่อเที่ยวชม สถานที่ ท่องเที่ยวตลอดทาง

ปิงหม่าหย่ง
(bingmayong) ตั้งอยู่ที่ซีอัน ชึ่งเดิมที ซีอัน เป็นสถานที่ตั้งเมีองหลวงของจีน ในยุคแรกๆ ตั้งแต่ศตวรรษที่ 11 ก่อนคริสตกาล ถึงศตวรรษที่ 10 หลังคริสตกาล รวมแล้ว 11 ราชวงศ์ เป็นแหล่งอารยธรรม และต้นกำเนิด ของทางสายไหม เชื่อมไปยัง เอเชียกลาง และ จักรวรรดิโรมัน ที่ซีอัน นอกจากมี สุสานทหารหิน (ปิงหม่าหย่ง) แล้วยังมีสถานที่ท่อง เที่ยวมากมาย เช่น ไปเยี่ยมชม กำแพงเมือง ซึ่งค่อนข้าง สมบูรณ์. พิพิธภัณฑ์ซ้านซี (shaanxi), สุสาน จักรพรรดิฉินฉือหวง (qin shihuang), สระน้ำฮว๋าชิง (huaqing) ซึ่งอยู่บริเวณใกล้เคียงกัน >>มีต่อ Click
เฉิงเต๋อ
พระราชวังฤดูร้อน (bishu shanzhuang) ที่เฉิงเต๋อ (chengde) สร้างในหุบเขาทาง ตะวันออกเฉียงเหนือ 155 ไมล์จากกรุงปักกิ่ง เป็นหนึ่งในสวนจักรพรรดิ์ที่ใหญ่ที่สุด และงดงาม ที่สุดในประเทศจีน แต่เป็นที่รู้จักกันน้อยกว่า พระราชวังต้องห้ามและพระราชวังฤดูร้อนใน กรุงปักกิ่ง ทั้งๆที่มีพื้นที่ใหญ่กว่าทั้ง 2 แห่งรวม กัน คือ 3.16 ตร.ไมล์

 
ข้อมูลไต้หวัน
ที่ตั้ง ตั้งอยู่ระหว่างทะเลจีนตะวันออกและทะเลจีนใต้ ห่างจากจีนแผ่นดินใหญ่
ประมาณ 160 ก.ม. (ตรงข้ามมณฑลฝูเจี้ยนของจีน) ประกอบด้วยเกาะหลักๆ ได้แก่ เกาะไต้หวัน หมู่เกาะเผิงหู (Penghu) จินเหมิน (Kinmen) และหมาจู่ (Matsu) และเกาะเล็กเกาะน้อยอื่น ๆ อีกจำนวนหนึ่ง

พื้นที่ 36,000 ตารางกิโลเมตร เป็นเกาะทอดยาวจากเหนือสู่ใต้ โดยมีแนวเขาอยู่ที่ส่วนกลางของเกาะ จัดอยู่ในเขตภูเขาไฟและแผ่นดินไหว

เมืองหลวง ไทเป (ประชากรประมาณ 2.627 ล้านคน)

ประชากร 22.605 ล้านคน (ปี 2546) เพิ่มขึ้นจากปี 2545 ร้อยละ 3.7 ส่วนใหญ่เป็นชาวจีนฮั่น โดยมีชาวเขาพื้นเมืองที่สำคัญ 9 เผ่า ได้แก่ Ami, Atayal, Paiwan, Bunun, Puyuma, Rukai, Tsou, Saisiyat และ Yami

โครงสร้างประชากร อายุระหว่าง 0-14 ปี ร้อยละ 19.8 อายุระหว่าง 15-64 ปี ร้อยละ 70.9 อายุ 65 ปี ขึ้นไป ร้อยละ 9.2

ภูมิอากาศ ร้อนชื้นแบบใกล้เขตร้อน ฤดูร้อน (พ.ค.-ก.ย.) อุณหภูมิเฉลี่ย 27 - 35 C ฤดูหนาว (ธ.ค.-ก.พ.) อุณหภูมิเฉลี่ย 10 C

ภาษา จีนกลาง (Mandarin) เป็นภาษาราชการ ฮกเกี้ยน (หมิ่นหนาน) เป็นภาษาท้องถิ่นที่ใช้ทั่วไปคู่กับจีนกลาง ข้าราชการระดับสูงทั่วไปสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้

ศาสนา พุทธมหายาน ขงจื้อ เต๋า และคริสต์

หน่วยเงิน เหรียญไต้หวัน (New Taiwan Dollar : NT$) 35.06 NT$ = $1 US หรือ 1 เหรียญไต้หวัน = 1.2168 บาท

GDP 286,213 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2546) เพิ่มขึ้นจากปี 2545 ร้อยละ 3.24 โดยร้อยละ 1.8 ของ GDP มาจากเกษตรกรรม ร้อยละ 30.4 มาจากอุตสาหกรรม และร้อยละ 67.8 มาจากอุตสาหกรรมด้านบริการ

ไต้หวันได้รับการจัดอันดับจาก Business Environment Risk Intelligence (BERI) Research Organization ว่าเป็นแหล่งลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำเป็นอันดับ 5 ของโลก รองจาก สวิสเซอร์แลนด์ สิงคโปร์ เนเธอร์แลนด์ และญี่ปุ่น

ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ 1.5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ปี 2545) มากเป็นอันดับที่ 3 รองจากญี่ปุ่น และจีน

รายได้เฉลี่ยต่อหัว 13,157 ดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2546)

อัตราการว่างงาน ร้อยละ 4.99 ลดลงจากปี 2546 ร้อยละ 0.18

การค้าต่างประเทศ ในปี 2546 มีมูลค่าการค้าต่างประเทศ 271,498.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปี 2546 ร้อยละ 11.6 โดยไต้หวันได้ดุลการค้า 16,981.7
ล้านดอลลาร์สหรัฐ

มูลค่าการส่งออกสินค้า 144,240.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.4 และนำเข้าสินค้า 127,258.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 13.1

เมืองสำคัญ
-เกาสง (Kaohsiung) เป็นเมืองท่าและศูนย์กลางธุรกิจทางภาคใต้และเป็นเมืองใหญ่อันดับสองของไต้หวัน และเป็นท่าเรือใหญ่อยู่ใน 10 อันดับแรกของโลก

- จีหลง (Keelung) เป็นเมืองท่าที่สำคัญที่สุดทางภาคเหนือ

ผู้นำ
นายเฉิน สุยเปี่ยน (Chen Shui-bian) ประธานาธิบดี
นางลวี่ ซิ่วเหลียน (Lu Hsiu-lien) รองประธานาธิบดี

การเมืองการปกครอง
ประธานาธิบดี (President)
ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน คือ นายเฉิน สุยเปี่ยน สังกัดพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า (Democratic Progressive Party หรือ DPP) ซึ่งได้รับการเลือกตั้งเป็นสมัยที่ 2 เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2547 และรับตำแหน่งอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2547 อำนาจหน้าที่ของประธานาธิบดีครอบคลุมถึงการบัญชาการทางทัพบก ทัพเรือ และทัพอากาศ การประกาศกฎหมายและกฤษฎีกา ข้อยุติของสนธิสัญญา การประกาศสงคราม และสงบศึก การประชุมของสภาผู้แทนราษฎร ทั้งนี้การดำเนินการต่างๆ จะต้องสอดคล้องกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและกฎหมาย

อำนาจพิเศษของประธานาธิบดีรวมถึงการแต่งตั้งและถอดถอนข้าราชการของสภาควบคุม และสภาตุลาการ(The Control and Judicial Yuans) แก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างอำนาจในการบริหารสภา (inter-Yuan) และการใช้อำนาจในสภาวะการณ์ฉุกเฉิน นอกจากนั้น ประธานาธิบดียังเป็นประธานของสภาความมั่นคงแห่งชาติโดยตำแหน่ง

ประธานาธิบดีมาจากการเลือกตั้งโดยตรง มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 4 ปี
และดำรงตำแหน่งได้ไม่เกิน 2 สมัย

รัฐธรรมนูญการปกครองแบบ 5 อำนาจ (5 สภา) (The Five Yuans)
รัฐธรรมนูญไต้หวันได้จัดแบ่งอำนาจอธิปไตยออกเป็น 5 สภา ได้แก่ (1) สภาบริหาร
(The Executive Yuan) (2) สภานิติบัญญัติ (The Legislative Yuan) (3) สภาตุลาการ (The Judical Yuan) (4) สภาตรวจสอบและคัดเลือก (The Examination Yuan) (5) สภาควบคุม (The Control yuan) เป็นส่วนของการบริหารประเทศสูงสุด

สภาบริหาร (The Executive Yuan)(คณะรัฐมนตรี)
สภาบริหารมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานรับผิดชอบการสร้างนโยบายของชาติและ
ทำให้บังเกิดผล มีการจัดองค์การย่อย 3 ระดับ ภายใต้สภาบริหาร คือ

(1) คณะมนตรีสภาบริหาร (Executive Yuan Council) คือ คณะรัฐมนตรี
(2) องค์การบริหาร (Executive Organizations) คือกระทรวง และคณะกรรมาธิการ ต่าง ๆ ที่มีฐานะเทียบเท่ากระทรวง
(3) หน่วยงานขึ้นตรง (Subordinate Departments) รวมไปถึงสำนักงบประมาณ กรมบัญชีกลาง และสำนักงานสถิติ กรมประชาสัมพันธ์ และคณะกรรมาธิการพิเศษอื่น ๆ และ คณะกรรมาธิการเฉพาะกิจ

สภานิติบัญญัติ (The Legislative Yuan)
สภานิติบัญญัติเป็นตัวแทนของประชาชนในการผ่านการออกกฎหมายและควบคุมการทำงานของสภาบริหาร ผู้แทนของสภานิติบัญญัติมาจากการเลือกตั้ง มีวาระการดำรงตำแหน่ง 3 ปี ปัจจุบันมีสมาชิกจำนวน 164 คน สภานิติบัญญัติมีสมัยประชุมปีละ 2 ครั้ง และมีอำนาจในการออกกฎหมายทั่วไป การรับรองคำสั่งฉุกเฉิน การตรวจสอบร่างรัฐบัญญัติงบประมาณและการตรวจสอบรายงานทางบัญชี การรับรองรัฐบัญญัติที่ออกโดยกฎอัยการศึก และการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปัจจุบันพรรคก๊กมินตั๋งยังคงครองเสียงข้างมากในสภานิติบัญญัติ

สภาตุลาการ (The Judicial Yuan)
ระบบตุลาการของไต้หวัน นอกจากมีศาลชั้นต้น (The District Court) ศาลอุทธรณ์ (The High Court) และศาลฎีกา (The Supreme Court) แล้ว ยังมีสภาตุลาการเป็นสภาตุลาการที่สูงสุดของประเทศ โดยควบคุมกระทรวงยุติธรรม ศาลฎีกา ศาลฝ่ายบริหาร และคณะกรรมาธิการระเบียบวินัยข้าราชการ สภาตุลาการมี ประธาน รองประธาน และตุลาการผู้ทรงคุณวุฒิ 17 คน ทั้งหมดได้รับการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดีโดยความเห็นชอบของสภาควบคุม

สภาตรวจสอบและคัดเลือก (The Examination Yuan)
สภาตรวจสอบและคัดเลือกรับผิดชอบในการสอบสวน การแต่งตั้ง การคัดเลือกการบันทึกข้อมูล การใช้จ่ายเงินของข้าราชการในสังกัดของรัฐบาล การแบ่งหน้าที่ของสภาตรวจสอบและคัดเลือกออกจากฝ่ายบริหารเป็นสิ่งที่รับรองความเป็นอิสระจากอิทธิพลของพรรคพวกเดียวกัน อำนาจเช่นนี้ได้ถูกนำมาใช้โดยสภาตรวจสอบและคัดเลือกแต่เพียงลำพังในระดับการปกครองส่วนกลาง ระบบการตรวจสอบและคัดเลือกได้นำมาใช้ให้เป็นประโยชน์แก่ลูกจ้างของรัฐบาลทั้งหมด ไม่ว่าจะมีลำดับยศสูงหรือต่ำ

สภาควบคุม (The Control Yuan)
สภาควบคุมเป็นฝ่ายควบคุมสูงสุดของชาติ มีสิทธิในการให้ความคิดเห็นการพิจารณาความผิดของข้าราชการ การว่ากล่าวตำหนิติเตียน การลงโทษ และการตรวจสอบบัญชี สภาควบคุมมีอำนาจเป็นลำดับที่สองของอำนาจการปกครองของไต้หวันที่สืบต่อกันมา 2 สภา (อีกสภาหนึ่งคือสภาตรวจสอบและคัดเลือก) ซึ่งถูกผสมผสานเข้ากับสภาบริหารสภานิติบัญญัติ สภาตุลาการของระบอบประชาธิปไตยทางตะวันตกในระบบการปกครองทั้ง 5 อำนาจแห่งสภา สภาควบคุมนี้จะประชุมกันเดือนละครั้ง และมีกระทรวงตรวจสอบ (Ministry of Audit) เป็นองค์กรย่อยของสภา

นโยบายต่างประเทศ
โดยที่ไต้หวันมีข้อจำกัดในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ เนื่องจากภาวะบีบคั้นของ
จีนภายใต้กรอบนโยบายจีนเดียว จึงทำให้ไต้หวันมีนโยบายเน้นการกระชับความสัมพันธ์ในกรอบเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน กับประเทศต่าง ๆ ที่ไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตกับไต้หวัน สำหรับนโยบายต่างประเทศของไต้หวันต่อประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น ไต้หวันได้ดำเนิน “นโยบายมุ่งสู่ใต้” (Go South Policy) เป็นนโยบายส่งเสริมให้ชาวไต้หวันมาลงทุนกับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อลดความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไต้หวันต้องพึ่งพาจีนและใช้เศรษฐกิจเป็นช่องทางกระชับความสัมพันธ์กับภูมิภาคนี้

ในกรอบเวทีระหว่างประเทศที่ไต้หวันได้เป็นสมาชิก ได้แก่ ความร่วมมือทางเศรษฐกิจในเอเชีย-แปซิฟิก (Asia Pacific Economic Cooperartion - APEC) องค์การการค้าโลก (World Trade Organization - WTO) โดยเป็นการเข้าร่วมในฐานะที่เป็นเขตศุลกากรพิเศษ มิใช่ในสถานะของรัฐ

ปัจจุบัน ไต้หวันมีความสัมพันธ์ทางการทูตกับ 26 ประเทศ (ประเทศในแถบเอเชียและแปซิฟิก 5 ประเทศ อเมริกากลางและอเมริกาใต้ 13 ประเทศ แอฟริกา 7 ประเทศ และยุโรบ 1 ประเทศ) ไต้หวันมีสถานทูตและสำนักงานผู้แทน 98 แห่งใน 63 ประเทศ




ตั๋วเครื่องบิน

ตั๋วเครื่องบิน article
ข้อมูลท่องเที่ยวทั่วโลก article
ข้อมูลสาธารณรัฐไอซ์แลนด์ article
ข้อมูลท่องเที่ยวเวียตนาม-พม่า article
ข้อมูลอียิปต์ article
ข้อมูลเกาหลี article
ข้อมูลศรีลังกา-มัลดีฟส์ article
ข้อมูลสหรัฐอเมริกา-แคนาดา article
ข้อมูลประเทศภูฐาน article
ข้อมูลเขมร-ลาว article
ข้อมูลรัสเซีย article
ข้อมูลตุรกี article
ข้อมูลญี่ปุ่น article
ข้อมูลอินเดีย article
ข้อมูลออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ article
ข้อมูลยุโรป article
ข้อมูลฮ่องกง-สิงคโปร์ article
ตัวย่อสายการบินทั่วโลก
ข่าวท่องเที่ยว article
ข้อมูลมาเก๊า article
ข้อมูลการบินสะสมไมล์ของแต่ละกลุ่มสายการบิน article
ข้อมูลติดต่อสถานฑูต article
ข้อมูลจังหวัดทั่วไทย article
ข้อมูลอุทยานแห่งชาติ article
การขอหนังสือเดินทางไทย และทำวีซ่าไปต่างประเทศ article
ความรู้เกี่ยวกับเรื่องตั๋วเครื่องบิน article



dot
  •  General Informations
dot
dot
  •  Airlines
dot
dot
  •  บัตรเข้าชมการแสดง และล่องเรือ
dot
dot
  •  Contact Us (ติดต่อเรา)
dot
dot
  •  Booking Hotel Online
dot



Copyright © 2010 All Rights Reserved.
ราคาทัวร์ ตั๋วเครื่องบิน แพ็คเก็จทัวร์ บัตรการแสดง ล่องเรือและบริการอื่นๆ ยังไม่รวมภาษีทุกชนิด รวมทั้งราคาสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละสถานที่ ภาวะน้ำมันโลก อัตราแลกเปลี่ยนเงิน ภาวะสงคราม ภัยธรรมชาติ และภาษีสนามบิน



ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ท.ท.ท. เลขที่ 11/3922

READY HOLIDAY CO., LTD. TEL : 02-539 0201 FAX : 02-539 0207

Top 100 ข้อมูลท่องเที่ยว

สถานที่ท่องเที่ยว
home stay อัมพวา เกาหลี เกาะ เกาะกูด เกาะเกร็ด เกาะช้าง เกาะเต่า เกาะนางยวน เกาะพงัน เกาะพีพี เกาะมันนอก เกาะรอก เกาะลันตา เกาะล้าน เกาะสมุย เกาะสิมิลัน เกาะสีชัง เกาะเสม็ด เกาะหมาก เกาะหลีเป๊ะ เกาะเหลายา เกาะเหลาเหลียง เกาะไหง เขาตะเกียบ เขาคิชกูฎ เขาแหลมหญ้า เขาใหญ่ เขื่อนรัชชประภา ชะอำ ซาฟารีเวิลด์ ดอยตุง ดอยสุเทพ ตลาดน้ำดำเนินสะดวก ตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง ตลาดน้ำอัมพวา ตลาดโรงเกลือ ถ้ำมรกต ทท. ท่องเที่ยว ท่องเที่ยวทะเล ท่องเที่ยวทั่วไทย ท่องเที่ยวไทย ทะเล ทะเลแหวก ทีลอซู เที่ยวเกาะกูด เที่ยวเกาะช้าง น้ำตกเขาชะเมา น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น บางแสน บ้านกรูด บึงฉวาก ประจวบ ปราณบุรี ปางอุ๋ง ปาย พัทยา พัทยาใต้ ฟาร์มโชคชัย ภูกระดึง ภูเรือ โรงเกลือ สมุย สระมรกต สวนสน สวนสนประดิพัทธ์ สวนสยาม สิมิลัน เสม็ด หมู่เกาะสุรินทร์ หมู่เกาะอ่างทอง หลวงพระบาง หลีเป๊ะ หัวหิน หาดจอมเทียน หาดเจ้าสำราญ หาดชะอำ หาดทรายแก้ว หาดปึกเตียน หาดแม่รำพึง แหลมแม่พิมพ์ อ่าวทับทิม อ่าวนาง อ่าวมะนาว อ่าววงเดือน
โรงแรมที่พัก
ที่พัก เกาะช้า ที่พัก ชะอำ ที่พัก พัทยา ที่พัก ระยอง ที่พักเกาะช้าง ที่พักเกาะเสม็ด ที่พักชะอำ ที่พักบนเกาะเสม็ด ที่พักพัทยา ที่พักระยอง ที่พักหัวหิน โรงแรม พัทยา โรงแรม ภูเก็ต โรงแรม หัวหิน โรงแรมชะอำ โรงแรมในกรุงเทพ โรงแรมในหัวหิน โรงแรมพัทยา โรงแรมภูเก็ต โรงแรมหัวหิน
การเดินทางแผนที่
ขสมก หมอชิต สายการบิน แผนที่กรุงเทพ แผนที่เกาะช้าง แผนที่จังหวัดระยอง แผนที่เชียงใหม่ แผนที่ทางหลวง แผนที่ไทย แผนที่ประเทศไทย
แผนที่พัทยา