ReadyPlanet.com
dot dot
ข้อมูลเขมร-ลาว article

รายละเอียดทั่วไปของเขมร

การทำวีซ่า
1. สามารถทำ on Arrival ได้ โดยผู้เดินทางต้องเตรียมรูปถ่าย 2 ใบ ขนาด 2 นิ้ว passport อายุ 6 เดือน เป็นอย่างต่ำพร้อมเงิน 25 $
2. หากผู้เดินทางมีความประสงค์จะทำ Visa จากทางประเทศไทย เฉพาะคนไทย เสียค่าใช้จ่าย 25$ หรือ 1000 บาท เอกสารเตรียมเหมือนกัน ใช้เวลา 2-3 วัน

ค่าภาษีสนามบิน
1. REP-BKK ภาษีสนามบินที่ต้องชำระคือ 8$
2. PNH-BKK ภาษีสนามบินที่ต้องชำระคือ 20$
3. PNH-REP ภาษีสนามบินที่ต้องชำระคือ 10$
4. REP-PNH ภาษีสนามบินที่ต้องชำระคือ 6$

เงินตราที่ควรใช้
แนะนำว่าควรใช้ USD หรือเงิน Riel ซึ่งเป็นสกุลเงินของกัมพูชา สามารถแลกได้ที่ ธนาคารหรือตามตลาดใหญ่ๆ ธนาคารจะปิดทำการวันเสาร์, อาทิตย์ และวันหยุดราชการ

สภาพอากาศ
โดยทั่วไปคล้ายๆ กับสภาพอากาศในเมืองไทย แต่จะแห้งและร้อนกว่านิดหน่อย อุณหภูมิประมาณ 24-35 C ฤดูฝนจะอยู่ในช่วง พฤษภาคม-ตุลาคม และช่วงหน้าแล้ง หรือหน้าหนาวประมาณ พฤษจิกายน-เมษายน

สถานที่เที่ยวที่สำคัญ

เมืองเสียมเรียบ
ปราสาทปักษีจำกรง : ปราสาทหลังขนาดย่อม อยู่ตรงทางเข้านครธม
สะพานนาคราช : สะพานข้ามเพื่อเข้าสู่นครธม สร้างขึ้นตามความเชื่อทางศาสนา ด้านหนึ่งเป็นศิลาสลักเป็นรูปเทวดากำลังฉุดนาค ส่วนอีกด้านหนึ่งเป็นรูปอสูรซึ่งมีขนาดใหญ่มากกว่า 5 เท่าคนจริงรวมกันถึง 108 ตน นำชม ประตูเมือง ที่มียอดเป็นรูปพระโพธิสัตว์หันพระพักตร์ไปทั้ง 4 ทิศที่วิจิตรพิศดารกว่าในประตูเมืองต่างๆ ที่ท่านเคยพบมา
ปราสาทบายน : ศูนย์กลางของอังกอร์ธมหรือนครธม ยอดปราสาทขนาดยักษ์ทุกหลังจะแกะสลักเป็นรูปเทวพักตร์ 4 หน้า ผนังด้านล่างของตัวปราสาทจะปรากฏภาพสลักฝาผนัง ซึ่งเป็นภาพแสดงชีวิตประจำวันของชาวเขมร และภาพการสงครามระหว่างขอม (เขมรโบราณ) กับพวกจาม (เวียดนามโบราณ) ซึ่งเปรียบเสมือนการบันทึกประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่เกรียงไกรของเขมรไว้
พระชัยพุทธมหานาค และ บ่อน้ำโบราณ : ซ่อนอยู่ในห้องแคบๆลึกลงไปใต้ฐานปราสาทกว่า 20 เมตร และน้ำจากบ่อนี้จะถูกนำไปใช้ประกอบพิธีบรมราชาภิเษกของกษัตริย์เขมรทุกรัชกาล
พนมบาเกง : เป็นเทวสถานที่สร้างตามลัทธิไศวนิกาย เมื่อราว พ.ศ. 1443 เพื่อเป็นศูนย์กลางของเมืองพระนคร (อังกอร์) ตั้งอยู่บนภูเขาหิน เมื่อชมวิวจากด้านบนท่านจะสามารถชมความงามของนครวัดและนครธมได้อย่างงดงาม ส่วนใหญ่บริษัททัวร์ มักนิยมนำลูกทัวร์ขึ้นมาชมพระอาทิตย์ตกดินบน
ปราสาทบันทายสรี : ปราสาทบันทายสรี หรือที่เรียกว่า "บันเตย์เสรย" แปลว่า "ป้อมแห่งสตรี" ถ้าแปลตามภาษาสันสกฤตซึ่ง "ศรี" แปลว่าความดีงามแล้วก็อาจจะแปลได้ว่า "ป้อมที่สวยงาม" ศิลปะการจำหลักลายบนหินทรายที่ปราสาทบันทายสรีนี้งดงามมาก เนื่องจากสร้างด้วยหินทรายสีชมพูแกะสลักภาพนูนต่ำซึ่งมีความปราณีตอ่อนช้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งลวดลายพรรณพฤกษาและลวดลายห้านขดต่างๆ ล้วนมีความคมบางประดุจกลีบดอกกลีบใบที่สลักอยู่บนหินนั้นลอยเด่นออกมา ส่วนรูปจำหลักที่เป็นภาพเทวดาและสัตว์ต่างๆ ก็มีความประณีตพิเศษ ช่างผู้สลักต้องมีความชำนาญมากที่จะแกะสลักรูปเทวดาและสัตว์ต่างๆ นั้นให้นูนเด่นเกือบจะเหมือนลอยตัว
ปราสาทแปรรูป : สร้างโดยพระเจ้าราเชนทรวรมันในปี พ.ศ. 1504 เป็นปราสาทที่มีทรวดทรงงดงามลงตัว สร้างด้วยวัสดุหลายชนิด อาทิ ศิลาแลง หินทราย และอิฐ เป็นตัวอย่างที่ดีของสถาปัตยกรรมเขมร
ปราสาทนครวัค : สิ่งมหัสจรรย์ 1 ใน 7 ของโลก สร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ. 1650-1720 โดยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 โดยสร้างถวายเป็นพุทธบูชา เราจะใช้เวลาตลอดทั้งบ่ายนี้ชื่นชมกับความมหัศจรรย์ของคนโบราณ จะเดินผ่านสะพานนาคราชขนาดใหญ่ ข้ามคูน้ำที่กว้างเกือบเท่าแม่น้ำเจ้าพระยารอบปราสาท ชมภาพแกะสลักนูนต่ำ อาทิ ภาพมหากาพย์เรื่องมหาภารตะและรามเกียรติ์, ภาพการกวนเกษียรสมุทร, ภาพ การยกกองทัพของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 โดยในภาพจะมีภาพ กองทัพของเสียมกุก ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของพวกเราชาวไทยปรากฏอยู่ด้วย ผ่านซุ้มโคปุระ (ซุ้มประตู) ชั้นนอกสุดเข้าสู่ลานขนาดใหญ่ซึ่งเป็นที่ตั้งของบรรณาลัยศิลา ชมรูปสลัก นางอัปสร หรือ นางอัปสรา นับพันนับหมื่นองค์ จากนั้นดื่มด่ำกับความงดงามของอยดปราสาททรงดอกบัวตูม 5 ยอด
ปราสาทบาปวน : ปราสาทที่ตั้งอยู่ในพระราชวังหลวง มีทางเดินเป็นสะพานหินทอดจากประตูไปยังตัวมหาปราสาท ซึ่งมีบันทึกว่าเป็นปราสาทที่ฉาบด้วยทองคำ(ปิดทอง)
ปราสาทพิมานอากาศ : สร้างด้วยศิลาแลงซ้อนกัน 3 ชั้นแบบปิรามิด ชั้นบนสุดเป็นหินทรายเชื่อว่าเป็นที่ประดิษฐานเทพเจ้าประจำวัน กล่าวกันว่าทุกคืนก่อนพระเจ้าแผ่นดินจะทรงบรรทมจะต้องมาสวดมนต์บูชาเทพเจ้าทุกคืน แล้วไปชมสระน้ำ ซึ่งอยู่ทางเหนือของพระราชวัง เป็นที่ซึ่งเจ้านายในราชสำนักใช้เป็นที่อาบน้ำแบ่งออกเป็น 2 สระ สำหรับสระผู้ชายสระหนึ่งและสระผู้หญิงสระหนึ่ง ก่อนออกจากบริเวณพระราชวังหลวง เราจะเดินผ่าน
ศาลพระเจ้าขี้เรื้อน : ด้านหน้าและด้านหลังกับผนังทั้ง 2 ด้าน แต่งด้วยหินทรายและลายปูนปั้นเป็นเทพอัปสรและอสูรเป็นชั้นๆ เป็นภาพที่งดงามมาก
พลับพลาช้าง : ฐานของพลับพลาสร้างด้วยหินจำหลักเป็นรูปการจับช้างและครุฑยาวประมาณ 300 เมตร เป็นสถานที่ที่กษัตริย์นั่งทอดพระเนตรการสวนสนาม การซ้อมรบ และการเฉลิมฉลองต่างๆ การละเล่นไฟพะเนียงแบบท้องสนามหลวงของไทย
ปราสาทพระขรรค์ : เป็นที่ตั้งของจารึกล้ำค่าที่เป็นกุญแจไปสู่ประวัติศาสตร์เขมร สร้างโดยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ในปี พ.ศ. 1734 ตั้งอยู่กลางป่ารกที่มีเถาวัลย์พันไปมาอย่างงดงาม นอกจากนั้นท่านจะได้ชม ห้องทุบอก ซึ่งเมื่อท่านยืนเอาหลังแนบกำแพงภายในห้องขนาดย่อม ในตัวปราสาทและทุบอกของท่านเองแม้เพียงเบา อะไรจะเกิดขึ้นขอเชิญท่านพิสูจน์เอง
ปราสาทนาคพัน : ลักษณะเป็นเกาะเล็กๆตั้งอยู่กลางบาราย (ทะเลสาบ) ทำฐานเป็นรูปนาคขดพันลำตัวเวียนขึ้นเป็นชั้นซ้อนกันแทนขั้นบันได องค์ปราสาทด้านนอกแกะสลักภาพพระโพธิสัตว์ขนาดใหญ่อย่างงดงาม รอบสระบารายทำซุ้มศิลาเป็นเสมือนประตูน้ำที่จะไขน้ำไปสู่ทิศต่างๆได้ โดยน้ำนั้นจะไหลผ่านศิลาสลักทั้งหลัง
ปราสาทตาแก้ว : ซึ่งเป็นหินทรายขนาดใหญ่ประกอบด้วยปราสาท 5 หลัง ตั้งอยู่บนฐานศิลาทรายสูงใหญ่ มีระเบียงคดล้อมรอบตัวปราสาทโดยมีหลังคามุงด้วยอิฐเป็นครั้งแรกในเขมร
ปราสาทตาพรหม : สร้างในปี พ.ศ. 1729 โดยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เพื่ออุทิศถวายแด่พระราชมารดาเป็นวัดในพุทธศาสนาที่มีขนาดใหญ่โตมากกว่าสนามหลวงของไทย รวบรวมหมู่ปราสาทไว้ถึง 24 หลัง
กรุงพนมเปญ
วัดพนม : ซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขาเล็กๆ ใจกลางกรุงพนมเปญ ภายในวัดจะประดิษฐานพระพุทธรูป และรูปปั้นของนางเพ็ญ ซึ่งตามตำนานกล่าวว่านางเพ็ญผู้พบพระพุทธรูปองค์นี้ลอยน้ำมาจึงได้อัญเชิญมาประดิษฐานไว้ ต่อมาภายหลังเมื่อมีการสถาปนาบริเวณนี้เป็นเมืองหลวงจึงได้ชื่อว่ากรุงพนมเปญ ตามชื่อของวัดแห่งนี้
พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ : สถานที่รวบรวมโบราณวัตถุอันทรงคุณค่าของเขมรมากมาย
พระราชวัง : ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ประทับของพระเจ้าสีหนุ สามารถชมได้แต่เพียงด้านนอกเท่านั้น
สามสบ : จุดรวมของแม่น้ำสามสายอันได้แก่ แม่น้ำโขงตอนบน,โขงตอนล่างและป่าสัก



ปราสาทปักษีจำกรง : ปราสาทหลังขนาดย่อม อยู่ตรงทางเข้านครธม
สะพานนาคราช
 
ปราสาทบายน
 
พนมบาเกง
 
ปราสาทบันทายสรี
 
นางอัปสรา
 
ปราสาทตาพรหม
       สะพานนาคราช : สะพานข้ามเพื่อเข้าสู่นครธม สร้างขึ้นตามความเชื่อทางศาสนา ด้านหนึ่งเป็นศิลาสลักเป็นรูปเทวดากำลังฉุดนาค ส่วนอีกด้านหนึ่งเป็นรูปอสูรซึ่งมีขนาดใหญ่มากกว่า 5 เท่าคนจริงรวมกันถึง 108 ตน นำชม ประตูเมือง ที่มียอดเป็นรูปพระโพธิสัตว์หันพระพักตร์ไปทั้ง 4 ทิศที่วิจิตรพิศดารกว่าในประตูเมืองต่างๆ ที่ท่าน
    
      ปราสาทบายน : ศูนย์กลางของอังกอร์ธมหรือนครธม ยอดปราสาทขนาดยักษ์ทุกหลังจะแกะสลักเป็นรูปเทวพักตร์ 4 หน้า ผนังด้านล่างของตัวปราสาทจะปรากฏภาพสลักฝาผนัง ซึ่งเป็นภาพแสดงชีวิตประจำวันของชาวเขมร และภาพการสงครามระหว่างขอม (เขมรโบราณ) กับพวกจาม (เวียดนามโบราณ) ซึ่งเปรียบเสมือนการบันทึกประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่เกรียงไกรของเขมรไว้
 
      พระชัยพุทธมหานาค และ บ่อน้ำโบราณ : ซ่อนอยู่ในห้องแคบๆลึกลงไปใต้ฐานปราสาทกว่า 20 เมตร และน้ำจากบ่อนี้จะถูกนำไปใช้ประกอบพิธีบรมราชาภิเษกของกษัตริย์เขมรทุกรัชกาล
 
      พนมบาเกง : เป็นเทวสถานที่สร้างตามลัทธิไศวนิกาย เมื่อราว พ.ศ. 1443 เพื่อเป็นศูนย์กลางของเมืองพระนคร (อังกอร์) ตั้งอยู่บนภูเขาหิน เมื่อชมวิวจากด้านบนท่านจะสามารถชมความงามของนครวัดและนครธมได้อย่างงดงาม ส่วนใหญ่บริษัททัวร์ มักนิยมนำลูกทัวร์ขึ้นมาชมพระอาทิตย์ตกดินบนนี้
 
      ปราสาทบันทายสรี : ปราสาทบันทายสรี หรือที่เรียกว่า "บันเตย์เสรย" แปลว่า "ป้อมแห่งสตรี" ถ้าแปลตามภาษาสันสกฤตซึ่ง "ศรี" แปลว่าความดีงามแล้วก็อาจจะแปลได้ว่า "ป้อมที่สวยงาม" ศิลปะการจำหลักลายบนหินทรายที่ปราสาทบันทายสรีนี้งดงามมาก เนื่องจากสร้างด้วยหินทรายสีชมพูแกะสลักภาพนูนต่ำซึ่งมีความปราณีตอ่อนช้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งลวดลายพรรณพฤกษาและลวดลายห้านขดต่างๆ ล้วนมีความคมบางประดุจกลีบดอกกลีบใบที่สลักอยู่บนหินนั้นลอยเด่นออกมา ส่วนรูปจำหลักที่เป็นภาพเทวดาและสัตว์ต่างๆ ก็มีความประณีตพิเศษ ช่างผู้สลักต้องมีความชำนาญมากที่จะแกะสลักรูปเทวดาและสัตว์ต่างๆ นั้นให้นูนเด่นเกือบจะเหมือนลอยตัว
 
      ปราสาทแปรรูป : สร้างโดยพระเจ้าราเชนทรวรมันในปี พ.ศ. 1504 เป็นปราสาทที่มีทรวดทรงงดงามลงตัว สร้างด้วยวัสดุหลายชนิด อาทิ ศิลาแลง หินทราย และอิฐ เป็นตัวอย่างที่ดีของสถาปัตยกรรมเขมร
 
      ปราสาทนครวัด : สิ่งมหัสจรรย์ 1 ใน 7 ของโลก สร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ. 1650-1720 โดยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 โดยสร้างถวายเป็นพุทธบูชา เราจะใช้เวลาตลอดทั้งบ่ายนี้ชื่นชมกับความมหัศจรรย์ของคนโบราณ จะเดินผ่านสะพานนาคราชขนาดใหญ่ ข้ามคูน้ำที่กว้างเกือบเท่าแม่น้ำเจ้าพระยารอบปราสาท ชมภาพแกะสลักนูนต่ำ อาทิ ภาพมหากาพย์เรื่องมหาภารตะและรามเกียรติ์, ภาพการกวนเกษียรสมุทร, ภาพ การยกกองทัพของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 โดยในภาพจะมีภาพ กองทัพของเสียมกุก ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของพวกเราชาวไทยปรากฏอยู่ด้วย ผ่านซุ้มโคปุระ (ซุ้มประตู) ชั้นนอกสุดเข้าสู่ลานขนาดใหญ่ซึ่งเป็นที่ตั้งของบรรณาลัยศิลา ชมรูปสลัก นางอัปสร หรือ นางอัปสร นับพันนับหมื่นองค์ จากนั้นดื่มด่ำกับความงดงามของอยดปราสาททรงดอกบัวตูม 5 ยอด
 
      นครธม : สร้างในสมัยพระเจ้า ชัยวรมัน ที่ 7 ซึ่งเป็นสมัยที่รุ่งเรืองที่สุดของขอมโบราณ ชมความมหัศจรรย์ และความงดงามของปราสาท และโบราณสถาน ในพระนครหลวง ซึ่งแสดงถึงความยิ่งใหญ่ของสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ซึ่งเป็นสมัยที่รุ่งเรืองที่สุดของขอมโบราณ สะพานนาคราช ด้านซ้าย เป็นศิลาสลักเป็น รูปเทวดากำลังยุดนาค ด้านขวา เป็นรูปสลักของอสูร ทั้งสองด้าน มีขนาดใหญ่กว่าคนจริงถึง 5 เท่า รวม 108 ตน สะพานนี้ ทอดเข้าประตูเมือง นครธม ทางด้านทิศใต้ ที่พระเจ้า ชัยวรมันเสด็จเข้า ออก เมือง ยอดซุ้มประตูเมืองเป็นรูปพระโพธิสัตว์ หันพระพักตร์ไปทั้ง 4 ทิศ เชิญชวนกันเดินลอดเข้าประตูเมืองนี้ เพื่อเป็นสัญลักษณ์การที่ท่านจะย้อนยุค สู่สมัยโบราณนับพันๆปี พร้อมกัน บันทึกภาพฐานซุ้มประตูที่เป็นศิลาแกะสลักเป็นช้างสามเศียร ทีมีเพียงแห่งเดียวในเขมรสมัยนั้น เริ่มต้นเข้าชมปราสาทมครธม จากแนวศิลา ที่สลักเป็นภาพนูนต่ำ บนผนังกำแพงรอบปราสาท นครธม เล่าเรื่อง ชัยชนะที่มีต่อศัตรู คือพวกจาม ที่เข้ามารุกรานทางเรือนอกจากนั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับชีวิต ความเป็นอยู่ในสมัยนั้น้
      พนมกุเลน : สถานที่เขมรโบราณ ทำการแกะสกัด หินที่จะนำมาสร้างสถานเทวาลัยต่างๆในนครวัต และสถานที่อื่นๆ ชมการแกะสกัดหินตามสายน้ำที่เป็นต้นน้ำของแม่น้ำเสียมราฐท่านสามารถเดิน ท่องน้ำ เที่ยวชมภาพต่างๆ ใต้น้ำ ที่บ้างก็เสร็จแล้วบ้างก็ยังเป็นงานที่ยังค้างอยู่ เดิม เขมรโบราณเชื่อว่า การแกะสกัดเป็นรูปนารายณ์บรรทมสินธ์ เป็นรูป ศิวะลึงค์ และ ฐานโยนี ในลำธารที่ไหลเข้าสู่เมืองเสียมราฐ เป็น น้ำที่เปรียบเสมือนสิ่งศักดิ์สิทธิ สู่เมืองและประชาชน เพราะความเชื่อศาสนาพราหม และฮินดู เชื่อว่าน้ำที่ไหลผ่าน ศิวลึงค์ และฐานโยนี เป็นน้ำมนต์อันศักดิ์สิทธิ์้
 
      ปราสาทบาปวน : ปราสาทที่ตั้งอยู่ในพระราชวังหลวง มีทางเดินเป็นสะพานหินทอดจากประตูไปยังตัวมหาปราสาท ซึ่งมีบันทึกว่าเป็นปราสาทที่ฉาบด้วยทองคำ(ปิดทอง
 
      ปราสาทพิมานอากาศ : สร้างด้วยศิลาแลงซ้อนกัน 3 ชั้นแบบปิรามิด ชั้นบนสุดเป็นหินทรายเชื่อว่าเป็นที่ประดิษฐานเทพเจ้าประจำวัน กล่าวกันว่าทุกคืนก่อนพระเจ้าแผ่นดินจะทรงบรรทมจะต้องมาสวดมนต์บูชาเทพเจ้าทุกคืน แล้วไปชมสระน้ำ ซึ่งอยู่ทางเหนือของพระราชวัง เป็นที่ซึ่งเจ้านายในราชสำนักใช้เป็นที่อาบน้ำแบ่งออกเป็น 2 สระ สำหรับสระผู้ชายสระหนึ่งและสระผู้หญิงสระหนึ่ง ก่อนออกจากบริเวณพระราชวังหลวง เราจะเดินผ่าน
 
      ศาลพระเจ้าขี้เรื้อน : ด้านหน้าและด้านหลังกับผนังทั้ง 2 ด้าน แต่งด้วยหินทรายและลายปูนปั้นเป็นเทพอัปสรและอสูรเป็นชั้นๆ เป็นภาพที่งดงามมาก
 
      พลับพลาช้าง : ฐานของพลับพลาสร้างด้วยหินจำหลักเป็นรูปการจับช้างและครุฑยาวประมาณ 300 เมตร เป็นสถานที่ที่กษัตริย์นั่งทอดพระเนตรการสวนสนาม การซ้อมรบ และการเฉลิมฉลองต่างๆ การละเล่นไฟพะเนียงแบบท้องสนามหลวงของไทย
 
ปราสาทนครวัด
 
ปราสาทพิมานอากาศ
 
พลับพลาช้าง
      ปราสาทพระขรรค์ : เป็นที่ตั้งของจารึกล้ำค่าที่เป็นกุญแจไปสู่ประวัติศาสตร์เขมร สร้างโดยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ในปี พ.ศ. 1734 ตั้งอยู่กลางป่ารกที่มีเถาวัลย์พันไปมาอย่างงดงาม นอกจากนั้นท่านจะได้ชม ห้องทุบอก ซึ่งเมื่อท่านยืนเอาหลังแนบกำแพงภายในห้องขนาดย่อม ในตัวปราสาทและทุบอกของท่านเองแม้เพียงเบา อะไรจะเกิดขึ้นขอเชิญท่านพิสูจน์เอง
 
      ปราสาทนาคพัน : ลักษณะเป็นเกาะเล็กๆตั้งอยู่กลางบาราย (ทะเลสาบ) ทำฐานเป็นรูปนาคขดพันลำตัวเวียนขึ้นเป็นชั้นซ้อนกันแทนขั้นบันได องค์ปราสาทด้านนอกแกะสลักภาพพระโพธิสัตว์ขนาดใหญ่อย่างงดงาม รอบสระบารายทำซุ้มศิลาเป็นเสมือนประตูน้ำที่จะไขน้ำไปสู่ทิศต่างๆได้ โดยน้ำนั้นจะไหลผ่านศิลาสลักทั้งหลัง
 
       ปราสาทตาแก้ว : ซึ่งเป็นหินทรายขนาดใหญ่ประกอบด้วยปราสาท 5 หลัง ตั้งอยู่บนฐานศิลาทรายสูงใหญ่ มีระเบียงคดล้อมรอบตัวปราสาทโดยมีหลังคามุงด้วยอิฐเป็นครั้งแรกในเขมร
 
      ปราสาทตาพรหม : สร้างในปี พ.ศ. 1729 โดยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เพื่ออุทิศถวายแด่พระราชมารดาเป็นวัดในพุทธศาสนาที่มีขนาดใหญ่โตมากกว่าสนามหลวงของไทย รวบรวมหมู่ปราสาทไว้ถึง 24 หลัง กรุงพนมเปญ
 
เมืองพนมเปญ
สถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญ
      สามสบ : จุดรวมของแม่น้ำสามสายอันได้แก่ แม่น้ำโขงตอนบน,โขงตอนล่างและป่าสัก
 
      พระราชวัง : ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ประทับของพระเจ้าสีหนุ สามารถชมได้แต่เพียงด้านนอกเท่านั้น
 
      พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ : สถานที่รวบรวมโบราณวัตถุอันทรงคุณค่าของเขมรมากมาย
 
       วัดพนม : ซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขาเล็กๆ ใจกลางกรุงพนมเปญ ภายในวัดจะประดิษฐานพระพุทธรูป และรูปปั้นของนางเพ็ญ ซึ่งตามตำนานกล่าวว่านางเพ็ญผู้พบพระพุทธรูปองค์นี้ลอยน้ำมาจึงได้อัญเชิญมาประดิษฐานไว้ ต่อมาภายหลังเมื่อมีการสถาปนาบริเวณนี้เป็นเมืองหลวงจึงได้ชื่อว่ากรุงพนมเปญ ตามชื่อของวัดแห่งนี้
โตนเลสาป
      โตนเลสาป : เป็นทะเลสาปน้ำจึดขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชีย โตนเลสาปไม่ได้เป็นแค่แหล่งน้ำธรรมชาติเท่านั้น หากยังเป็นแหล่งรวมผู้คนต่างเชื่อชาติศาสนาที่อาศัยทรัพยากรจากทะเลสาปแห่งนี้ในการเลี้ยงชีพทำให้เกิดวิถีชีวิตอันหลากหลาย น่าประทับใจอย่างยิ่ง ลักษณะทั่วไป เป็นทะเลสาปน้ำจืดขนาดใหญ่ มีแม่น้ำโขงไหลผ่านความยาวประมาณ 500 กม. อยู่ห่างจากกรุงพนมเปญ ประมาณ 100 กม. เมื่อถึงฤดูน้ำหลากจะมีพื้นที่ 7,500 ตร.กม. มีปลาชุกชุมกว่า 200 ชนิด และเป็นที่อาศัยของปลาบึก ก่อนจะว่ายทวนน้ำโขงไปผสมพันธู์ท
รายละเอียดทั่วไปของลาว
หลวงพระบาง
      อดีตเมืองหลวงเก่าแก่ของลาว เมืองเล็กๆที่ตั้งอยู่ท่ามกลางขุนเขาที่โอบล้อม อุดมไปด้วยวัดวาอารามเก่าแก่ และบ้านเรือนที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นในสไตล์โคโลเนียลสไตล์ ตัวเมืองตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขงหรือที่คนลาวเรียกกันว่า แม่น้ำของ และแม่น้ำคานที่ไหลมาบรรจบกันเกิดเป็นแหลมกลางเมือง ซึ่งเป็นจุดเดียวกันกับ ภูสี ภูเขาหนาดย่อมที่มีพระธาตุจอมสีประดิษฐานอยู่บนยอด ซึ่งคงอยู่มานานหลายร้อยปี
      อาคารรูปแบบโคโรเนียลอายุกว่า 100 ปีนั้นในยุคแรกๆถูกใช้เป็นสำนักงานหรือที่คนลาวเรียกกันว่าห้องการ ของหน่วยราชการที่รับผิดชอบการปกครองเมืองและแขวงหลวงพระบาง จุดเด่นของอาคารเหล่านี้ก็คือวิธีการสร้างที่มีการผสมปูนซึ่งใช้ส่วนผสมจากวัตถุดิบทางธรรมชาติ ได้แก่ น้ำอ้อยและหนังควาย โดยนำมาผสมรวมกัน และมีการดัดแปลงรูปแบบให้มีความเป็นลาวมากขึ้น ด้วยการประดับภาพลาวปูนปั้นตามความเชื่อทางศาสนาไว้บริเวณหน้าจั่ว
      องค์การยูเนสโก(UNESCO)ยกย่องให้หลวงพระบางเป็น เมืองมรดกโลกทางวัฒนธรรมที่ยังมีลมหายใจ เมื่อเดือนธันวาคม 2538 นับตั้งแต่นั้นนักเดินทางจากทั่วทุกมุมโลกต่างมุ่งตรงมา เพียงเพื่อจะสัมผัสความงดงามของเมืองมรดกโลก ที่ยังคงเอกลักษณ์ของความเป็นตัวของตัวเองในแบบอาณาจักรล้านช้างเมื่อครั้งอดีต ทั้งขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรมการกิน ที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะความบริสุทธิ์ของชาวหลวงพระบาง ที่ยิ้มแย้มแจ่มใสและคงความมีมิตรภาพเหมือนเมื่อครั้งอดีต ซึ่งถือเป็นเสน่ห์ดึงดูดประการสำคัญที่ทำให้นักท่องเที่ยวทั่วโลก ต่างพยายามหาโอกาสมาเยี่ยมเยือนเมืองแห่งนี้ ที่ยังคงวิถีชีวิตแบบดั้งเดิม
สถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญ
      วัดเชียงทอง : เป็นวัดที่สำคัญ สวยงามและเป็นที่ที่นักท่องเที่ยวนิยมมากที่สุด นักโบราณคดียกย่องว่าวัดเชียงทองเป็นดั่งอัญมณีแห่งสถาปัตยกรรมลาว สร้างขึ้นโดยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชก่อนที่จะย้ายเมืองหลวงไปยังนครเวียงจันทร์ไม่นานนัก ผนังด้านหลังของพระอุโบสถทำจากกระจกสีตัดต่อกันเป็นรูปต้นทองขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นต้นไม้ที่เคยมีอยู่ในหลวงพระบาง คล้ายกับต้นโพธิ์ ด้านข้างเป็นรูปสัตว์ในวรรณคดี จุดเด่นที่น่าในใจอีกจุดของวัดเชียงทองอยู่ที่โรงเมี้ยนโกศ หรือโรงเก็บราชรถ ประตูด้านนอกแกะสลักเรื่องราวของรามเกียรติ์ โดยช่างแกะสลักชื่อ เพียตัน ช่างฝีมือดีประจำองค์เจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวัฒนา แต่เดิมเป็นการลงรักปิดทองแต่ปัจจุบันบูรณะใหม่ด้วยการทาสีทอง
โตนเลสาป
          พระราชวังหลวงพระบาง : สร้างขึ้นปี ค.ศ.1904 ก่อนเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์ขึ้นครองราชสมบัติ 1 ปี ออกแบบโดยสถาปนิกชาวฝรั่งเศส เป็นอาคารชั้นเดียวยกพื้นสูงแบบฝรั่งเศส แต่มีการผสมผสานระหว่างความเป็นฝรั่งเศสและลาว หลังคายอดปราสาทเป็นศิลปะลาวล้านช้าง ที่นี่จึงถูกเปรียบเทียบว่าเป็นลักษณะของ ฝรั่งสวมชฎา เจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์ประทับอยู่ที่นี่จนสิ้นพระชนม์ ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจึงถูกเปลี่ยนให้เป็นพิพิธภัณฑ์วังเจ้ามหาชีวิตแทน
        ภายในประกอบด้วย ห้องฟังธรรม จัดแสดงธรรมาสน์ไม้แกะสลักสกุลช่างหลวงพระบาง และพระพุทธรูปสำริดสกุลช่างลาวโบราณ ช่วงศตวรรษที่ 17-19 ห้องที่สองด้านขวามือเป็น ห้องพิธี หรือ ห้องรับแขก มีภาพจิตรกรรมฝาผนังเกี่ยวกับวิถีชีวิตชาวลาวโดยช่างฝีมือชาวฝรั่งเศส เมื่อปีพ.ศ.1930 ห้องที่สามเป็น ท้องพระโรง ประดับกระจกหลากสีบนพื้นสีทอง เป็นห้องที่เจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวัฒนาเตรียมไว้เพื่อทำพิธีราชาภิเษก แต่เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองเสียก่อน ปัจจุบันเป็นที่จัดแสดงราชบัลลังก์ไม้แกะสลักหุ้มทองและเครื่องสูงทั้ง 5 ได้แก่ จามร รองพระบาท กระบี่หรือพระขรรค์ และพระแสงของ้าว ส่วนมหามงกุฎได้รับการเก็บรักษาไว้ในตู้นิรภัยไม่ได้นำมาแสดงไว้รวมกัน ส่วนด้านหลังเป็น ที่ประทับของเจ้ามหาชีวิต เครื่องใช้ไม้สอยเป็นแบบฝรั่งดูเรียบง่ายไม่หรูหรา เตียงพระบรรทมเป็นไม้สักฝีมือช่างไทยในสยามในสมัยนั้น
        ภายนอกอาคารพระราชวังมี หอพระบาง ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระบาง พระคู่บ้านคู่เมือง เป็นพระพุทธรูปศิลปะขอมสมัยหลังบายน ปางประธานอภัยหรือปางห้ามสมุทร หล่อขึ้นจากทองคำถึง 90 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ยังมี อนุสาวรีย์เจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์ ผู้พระราชทานรัฐธรรมนูญอยู่ด้วย
   
          ภูสี : ยอดเขาที่มีความสูงราว 150 เมตร ตั้งอยู่ใจกลางเมืองหลวงพระบาง เมื่อขึ้นไปบนยอดสามารถมองเห็นเมืองหลวงพระบางได้โดยรอบ โดยมีบันไดทางขึ้นอยู่ด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือตรงข้ามพระราชวัง 328 ขั้น ตลอดจนสองข้างทางร่มรื่นไปด้วยต้นจำปาหรือลั่นทม ซึ่งเป็นดอกไม้ประจำชาติของลาวที่จะออกดอกบานสะพรั่งในช่วงฤดูร้อน เชื่อกันว่าแต่เดิมบริเวณนี้เป็นเขตป่าศักดิ์สิทธิ์ ต่อมาเมื่อมีฤาษีขึ้นไปอาศัยอยู่ชาวบ้านจึงเรียกว่าภูฤาษี หรือภูสีมาจนถึงปัจจุบัน นักโบราณคดีบางคนเชื่อว่า ภูสีอาจหมายถึงภูศรี มาจากคำว่าศรีซึ่งเป็นศรีของเมืองหลวงพระบาง ด้านบนเป็นที่ตั้งของพระธาตุจอมสี ตัวพระธาตุเป็นทรงดอกบัวสี่เหลี่ยมทาสีทอง ตั้งอยู่บนฐานสีเหลี่ยม ยอดประดับด้วยเศวตฉัตรสีทองสำริด 7 ชั้น สูงประมาณ 21 เมตร
     บริเวณภูสียังมีสิ่งก่อสร้างทางพุทธศาสนาอีกหลายแห่ง แต่ไม่เป็นที่นิยมมากนัก อาทิ วัดพระธาตุจอมสี วัดถ้ำภูสี วัดป่าแค วัดป่ารวก วัดป่าฝาง วัดป่าแมว เป็นต้น เนื่องจากวัดที่อยู่ในบริเวณนี้เป็นวัดป่ากรรมฐาน จึงไม่มีสถาปัตยกรรมใหญ่ๆ จนกระทั่งปลายศตวรรษที่ 18 ต้นศตวรรษที่ 19 จึงเริ่มมีการก่อสร้างพุทธสีมา กุฎีหอพระไตร หอไหว้พระด้วย
 
          วัดใหม่สุวรรณภูมาราม : ชาวบ้านเรียกกันสั้นๆว่าวัดใหม่ เคยเป็นที่ประทับของสมเด็จพระสังฆราชบุญทัน สังฆราชองค์สุดท้ายของลาวและยังเคยเป็นที่ประดิษฐานพระบาง ในสมัยเจ้ามหาชีวิตสักรินทรฤทธิ์ จนกระทั่งปี พ.ศ.2437 จึงอัญเชิญไปประดิษฐานในหอพระบาง พระอุโบสถของวัดใหม่นี้มีขนาดใหญ่แตกต่างไปจากวัดอื่นๆ มีชายคาปกคลุมทั้งสี่ด้าน ด้านข้าวยาวเกือบติดพื้นดิน ผนังด้านในมีภาพลงรักปิดทองปูนปั้นนูนสูงฝีมือเพียตัน
 
          วัดวิชุนราช : เจ้าชีวิตชุนราชโปรดฯให้สร้างวัดนี้ขึ้นมาเมื่อปีพ.ศ.1503 โดยอัญเชิญพระบางจากวัดมโนรมย์มาประดิษฐาน เป็นวัดที่มีความแปลกจากวัดอื่นๆในหลวงพระบาง ตรงพระเจดีย์พระปทุม หรือพระธาตุดอกบัวใหญ่ พระธาตุเจดีย์รูปโค้งที่คนลาวเรียกกันว่าพระธาตุหมากโม ตามลักษณะที่คล้ายแตงโมผ่าครึ่ง ที่พระนางพันตีนเชียง พระอัครมเหสีโปรดฯให้สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1514 ช่วงปี ค.ศ.1914 พระธาตุหมากโมได้พังทลายลงมาบางส่วน เจ้ามหาชีวิตสว่างวงศ์และชาวหลวงพระบางจึงร่วมกันบูรณะพระธาตุนี้ จากการซ่อมแซมครั้งนั้นได้พบวัตถุมีค่าจำนวนมาก อาทิ พระพุทธรูปทองคำ เงิน และทองสำริด พระพุทธรูปแกะสลักจากแก้วและอัญมณี รวมทั้งวัตถุทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรมในช่วงศตวรรษที่ 15 และ 16 อีกเป็นจำนวนมาก
 
          ถ้ำติ่ง : เป็นถ้ำที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ตั้งฝั่งตรงข้ามบ้านปากอู ในภูเขาลูกใหญ่ที่ตระหง่านอยู่ริมแม่น้ำโขง ช่วงที่แม่น้ำอูไหลลงสู่แม่น้ำโขง ชาวบ้านเรียกกันว่า ผาแอ่น ถ้ำติ่งประกอบด้วยถ้ำ 2 แห่ง ได้แก่ ถ้ำติ่งเทิง(ถ้ำติ่งบน)และถ้ำติ่งลุ่ม(ถ้ำติ่งล่าง)ในสมัยโบราณใช้เป็นที่สักการะบวงสรวงดวงวิญญาณผีฟ้า ผีแถน เทวดา ผาติ่ง แต่เมื่อศาสนาพุทธเข้ามาแทนที่ถ้ำติ่งจึงกลายเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทางพุทธศาสนา ของผู้แก่เฒ่าบอกว่าเจ้ามหาชีวิตแห่งหลวงพระบางต้องไปสักการะพระพุทธรูปในถ้ำ เป็นประเพณีที่ขาดไม่ได้โดยเฉพาะในช่วงปีใหม่หลังเสร็จงานบุญที่หลวงพระบางแล้วประมาณ 2-3 วัน พระองค์จะนำข้าราชบริพานชั้นผู้ใหญ่ พระสงฆ์ และประชาชนขึ้นไปสรงน้ำพระพุทธรูปที่ถ้ำติ่งบนก่อน จึงลงมาทำพิธีที่ถ้ำติ่งล่าง ภายในถ้ำมีการค้นพบพระพุทธรูปที่สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 15 และ 19จำนวนหลายพันองค์ และมีบางส่วนที่สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 17 และ 20 ส่วนใหญ่ทำจากไม้ บางส่วนทำจากหินและโลหะ นอกจากนี้ยังมีการพบพระพุทธรูปที่ทำจากเงินและทองคำบุ แต่ถูกลอกเอาเงินและทองคำออกไปหมด เหลือไว้แต่ดินเผาที่เป็นแกนกลาง
 
          วังเวียง : เมืองตากอากาศที่ขึ้นชื่อของประเทศ พิกัดสถานที่ตั้งอยู่บนเส้นทางหมายเลข 13 เหนือ ( Route 13 North ) ห่างจากนครหลวงเวียงจันทน์ประมาณ 119 กิโลเมตร สภาพทางภูมิศาสตร์เป็นที่ราบระหว่างภูเขา มีภูเขาหินปูนรูปทรงแปลกตาท้าทายนักไต่เขายิ่งนัก ความสูงจากระดับน้ำทะเลอยู่ประมาณ 1000 เมตรโดยเฉลี่ย มีป่าไม้และลำธารที่ค่อนข้างจะถือว่าสมบูรณ์มากทีเดียว มีบุคคลสำคัญหลายคนที่ได้มาเยือน " วังเวียง " แห่งนี้ ล่าสุดก็คือ มกุฏราชกุมารแห่งเดนมาร์ก ทรงเสด็จพระราชดำเนินมาเป็นการส่วนพระองค์ ในวาระที่ทรงเสด็จประเทศแถบอุษาคะเนย์ ซึ่งก็รวมถึง " ภูเก็ต " ประเทศไทยด้วย
        จากตัวเมืองหลวงพระบาง ถ้าเราเดินทางโดยรถส่วนตัวก็ใช้เวลาไม่มากนัก ประมาณ 4 ชั่วโมงครึ่งถึง 5 ชั่วโมงกับระยะทางสองร้อยกว่ากิโลเมตร แต่ถ้าคุณเดินทางมาด้วยรถโดยสารอาจจะเผื่อเวลาเพิ่มอีกสัก 1 หรือ 2 ชั่วโมงประมาณนั้น ความน่าสนใจของวังเวียงอยู่ที่สภาพแวดล้อมของธรรมชาติที่สมบูรณ์ในตัวมัน น้ำใสเย็นจากลำน้ำซองที่ไม่เคยเหือดแห้งตลอดปี กล่าวกันในหมู่ชาวลาวว่า ถ้าหากมาวังเวียงแล้วไม่ได้ล่องน้ำซอง ถือว่ามาไม่ถึงที่นี่....
 

        เสน่ห์แห่งลุ่มน้ำซอง คงมิได้มีเพียงเรื่องยาเสพติดเท่านั้น ธรรมชาติที่สวยงามอุดมสมบูรณ์ ความสงบเงียบ วิถีที่เรียบง่ายเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผู้คนหลงใหล ความชอบเป็นเรื่องส่วนบุคคล รสนิยมเป็นตัวชี้แนะถึงความต้องการอันหลากหลายแห่งมนุษย์ ความสงบเป็นหนทางสู่สมาธิซึ่งก่อให้เกิดปัญญา ลองสัมผัสดูสักครั้ง แล้วคุณจะรู้ว่า คุณค่าแห่งธรรมชาตินั้นน่ารักษาและหวงแหน ไว้เช่นไร...

         " วัดพู" เป็นศาสนสถานที่แสดงถึงความรุ่งเรืองของอายธรรมบนที่ราบลุ่มริมน้ำโขงในเขตจําปาสัก และถือเป็นรากฐานสําคัญที่แสดงให้เห็นการก่อร่างสร้างตัวมีพัฒนาการทางสังคมวัฒนธรรม และรูปแบบศิลปกรรมที่เป็นเอกลักษณะแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากสังคมบุพกาลที่ดําเนินชีวิตอย่างเรียบง่ายสู่สังคมแห่งอารยธรรมที่มีโครงสร้างสลับซับซ้อนในระหว่างพุทธศตวรรษที่ 5-18

        นักวางผังในสมัยโบราณได้ปรับใช้ลักษณะทางกายภาพของพื้นที่ ให้ตอบสนองต่อแนวความคิดทางศาสนาโดยเปรียบให้ยอดภูเก้าที่เรียกว่า ลึงคปรวต ( Lingaparvata) อันเป็นที่สถิตแห่งองค์ศิวะเทพหรือสัญลักษณะแห่งบุรุษเพศ แม่น้ำโขงก็เปรียบได้กับแม่น้ำคงคา ( Ganges River) ส่วนศาสนสถานทางฝั่ง ซ้ายตรงตําแหน่งปลายอีกด้านของแกน เป็นศาสนสถานแห่งพระรุทรานีอันเป็นศักติของพระอิศวรก็เปรียบเป็นศาสนสถานแห่งอิตถีเพศ ที่ราบลุ่มระหว่างภูเก้าและน้ำโขงอันเป็นที่ตั้งของเมืองโบราณจึงเปรียบได้กับทุ่งกุรุเกษตรา (Kurukshestra) 2 ลักษณะของภูมิทัศน์วัฒนธรรมแห่งนี้ จึงเป็นการแสดง ออกให้เห็นอัจฉริยะภาพของการวางผังเมืองที่ตอบสนองต่อจักรวาลทัศน์และตํานานความเชื่อในลัทธิไศวนิกายแห่งศาสนาฮินดู รวมไปถึงการประยุกต์เอาแนวคิดดั้งเดิมของภูมิภาคที่เคารพต่อภูเขาและแม่น้ำด้วย นอกจากการวางผังเมืองแล้ว การวางผังกลุ่มอาคารศาสนสถานวัดพูก็ยังมีความสําคัญเนื่องจากเป็นการวางผังศาสนสถานในลักษณะศาสนบรรพตที่เป็นแม่แบบให้แก่ศาสนสถานแห่งอื่นๆ

        คุณค่าของภูมิทัศน์วัฒนธรรมอีกประการหนึ่ง คือ ร่องรอยของมรดกทางวัฒนธรรมประเภทต่างๆที่มีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ทั้งศาสนสถาน , ร่องรอยการตั้งถิ่นฐานชุมชน , พื้นที่เกษตรกรรม , เหมืองตัดหิน , เตาเผา , คันดิน , เส้นทางคมนาคม , แหล่งน้ำ และการชลประทาน สิ่งต่างๆเหล่านี้ล้วนประกอบขึ้นเป็นภูมิทัศน์วัฒนธรรมที่ยังปรากฏอยู่ในพื้นที่มานับพันปี แสดงถึงอัจฉริยภาพในการสร้างสรรค์ของมนุษยชาติ และแสดงให้เห็นถึงองค์ประกอบของโครงสร้างสังคม , วัฒนธรรม , วิถีชีวิต , เศรษฐกิจ การปกครอง และการศาสนาของบรรพ บุรุษและต้นธารวัฒนธรรมแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 







ตั๋วเครื่องบิน

ตั๋วเครื่องบิน article
ข้อมูลท่องเที่ยวทั่วโลก article
ข้อมูลสาธารณรัฐไอซ์แลนด์ article
ข้อมูลท่องเที่ยวเวียตนาม-พม่า article
ข้อมูลอียิปต์ article
ข้อมูลเกาหลี article
ข้อมูลศรีลังกา-มัลดีฟส์ article
ข้อมูลสหรัฐอเมริกา-แคนาดา article
ข้อมูลจีน-ไต้หวัน article
ข้อมูลประเทศภูฐาน article
ข้อมูลรัสเซีย article
ข้อมูลตุรกี article
ข้อมูลญี่ปุ่น article
ข้อมูลอินเดีย article
ข้อมูลออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ article
ข้อมูลยุโรป article
ข้อมูลฮ่องกง-สิงคโปร์ article
ตัวย่อสายการบินทั่วโลก
ข่าวท่องเที่ยว article
ข้อมูลมาเก๊า article
ข้อมูลการบินสะสมไมล์ของแต่ละกลุ่มสายการบิน article
ข้อมูลติดต่อสถานฑูต article
ข้อมูลจังหวัดทั่วไทย article
ข้อมูลอุทยานแห่งชาติ article
การขอหนังสือเดินทางไทย และทำวีซ่าไปต่างประเทศ article
ความรู้เกี่ยวกับเรื่องตั๋วเครื่องบิน article



dot
  •  General Informations
dot
dot
  •  Airlines
dot
dot
  •  บัตรเข้าชมการแสดง และล่องเรือ
dot
dot
  •  Contact Us (ติดต่อเรา)
dot
dot
  •  Booking Hotel Online
dot



Copyright © 2010 All Rights Reserved.
ราคาทัวร์ ตั๋วเครื่องบิน แพ็คเก็จทัวร์ บัตรการแสดง ล่องเรือและบริการอื่นๆ ยังไม่รวมภาษีทุกชนิด รวมทั้งราคาสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละสถานที่ ภาวะน้ำมันโลก อัตราแลกเปลี่ยนเงิน ภาวะสงคราม ภัยธรรมชาติ และภาษีสนามบิน



ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ท.ท.ท. เลขที่ 11/3922

READY HOLIDAY CO., LTD. TEL : 02-539 0201 FAX : 02-539 0207

Top 100 ข้อมูลท่องเที่ยว

สถานที่ท่องเที่ยว
home stay อัมพวา เกาหลี เกาะ เกาะกูด เกาะเกร็ด เกาะช้าง เกาะเต่า เกาะนางยวน เกาะพงัน เกาะพีพี เกาะมันนอก เกาะรอก เกาะลันตา เกาะล้าน เกาะสมุย เกาะสิมิลัน เกาะสีชัง เกาะเสม็ด เกาะหมาก เกาะหลีเป๊ะ เกาะเหลายา เกาะเหลาเหลียง เกาะไหง เขาตะเกียบ เขาคิชกูฎ เขาแหลมหญ้า เขาใหญ่ เขื่อนรัชชประภา ชะอำ ซาฟารีเวิลด์ ดอยตุง ดอยสุเทพ ตลาดน้ำดำเนินสะดวก ตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง ตลาดน้ำอัมพวา ตลาดโรงเกลือ ถ้ำมรกต ทท. ท่องเที่ยว ท่องเที่ยวทะเล ท่องเที่ยวทั่วไทย ท่องเที่ยวไทย ทะเล ทะเลแหวก ทีลอซู เที่ยวเกาะกูด เที่ยวเกาะช้าง น้ำตกเขาชะเมา น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น บางแสน บ้านกรูด บึงฉวาก ประจวบ ปราณบุรี ปางอุ๋ง ปาย พัทยา พัทยาใต้ ฟาร์มโชคชัย ภูกระดึง ภูเรือ โรงเกลือ สมุย สระมรกต สวนสน สวนสนประดิพัทธ์ สวนสยาม สิมิลัน เสม็ด หมู่เกาะสุรินทร์ หมู่เกาะอ่างทอง หลวงพระบาง หลีเป๊ะ หัวหิน หาดจอมเทียน หาดเจ้าสำราญ หาดชะอำ หาดทรายแก้ว หาดปึกเตียน หาดแม่รำพึง แหลมแม่พิมพ์ อ่าวทับทิม อ่าวนาง อ่าวมะนาว อ่าววงเดือน
โรงแรมที่พัก
ที่พัก เกาะช้า ที่พัก ชะอำ ที่พัก พัทยา ที่พัก ระยอง ที่พักเกาะช้าง ที่พักเกาะเสม็ด ที่พักชะอำ ที่พักบนเกาะเสม็ด ที่พักพัทยา ที่พักระยอง ที่พักหัวหิน โรงแรม พัทยา โรงแรม ภูเก็ต โรงแรม หัวหิน โรงแรมชะอำ โรงแรมในกรุงเทพ โรงแรมในหัวหิน โรงแรมพัทยา โรงแรมภูเก็ต โรงแรมหัวหิน
การเดินทางแผนที่
ขสมก หมอชิต สายการบิน แผนที่กรุงเทพ แผนที่เกาะช้าง แผนที่จังหวัดระยอง แผนที่เชียงใหม่ แผนที่ทางหลวง แผนที่ไทย แผนที่ประเทศไทย
แผนที่พัทยา